ว่ากันว่า คนในโลกกำลังกลายเป็น ‘คนเมือง’ (หรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกกันล้อๆ ว่าเป็นเผ่าพันธุ์ Homo urbanus) กันมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยที่สุด มนุษย์เราก็ได้ ‘กลายพันธุ์’ หรืออพยพถิ่นฐานเข้าสู่เมืองกันมากถึงวันละ 200,00 คน
ลองนึกว่า ในแต่ละวันมีคนเมืองทั่วโลกเพิ่มขึ้นวันละกว่าสองแสนคน นั่นทำให้ ‘เมือง’ ทวีความสำคัญขึ้นในทุกมิติ
รวมถึงมิติของการเดินทางท่องเที่ยวด้วย
ในราวปี 2050 มนุษยชาติหนึ่งในสามจะอาศัยอยู่ในเมือง ว่ากันว่า นี่คือ ‘การอพยพครั้งใหญ่’ (The Great Migration) อีกครั้งหนึ่งของมนุษย์
เมืองเกิดขึ้นครั้งแรกในเมโสโปเตเมียเมื่อราว 4,000 ปีก่อนคริสตกาล และทำ ‘หน้าที่’ สำคัญของมัน คือการ ‘แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร’ ในแบบที่คนในชนบท หรือชนเผ่าที่เป็นนักล่าหาอาหาร (Food-Gatheres) ทำไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ด้วยกันอย่างสัมพันธ์ใกล้ชิด
เมืองจึงกลายเป็นสถานที่ที่อัดแน่นไปด้วยแนวคิด วิธีการ เทคนิคใหม่ๆ รวมถึงนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนสังคม ว่ากันว่า ก่อนปี 1800 โลกมีประชากรเมืองอยู่แค่ราว 3-5% แต่เป็นคนกลุ่นกระจิดริดนี้เอง ที่ขับเคลื่อนโลก มีอิทธิพลต่อพัฒนาการในด้านต่างๆ
ในหนังสือ Metropolis ของ Ben Wilson บอกเอาไว้ว่า ในยุคก่อนโควิด เมืองที่มีนักท่องเที่ยวโดยเฉลี่ยมากที่สุดในโลก ก็คือกรุงเทพฯ มีนักท่องเที่ยวมาเยือนถึง 21 ล้านคนต่อปี รองลงมาคือลอนดอน (20 ล้านคนต่อปี) และลำดับสามคือปารีส (18 ล้านคนต่อปี) จึงสร้างรายได้ให้กับเมืองเหล่านี้มหาศาล
เราจะพักกรุงเทพฯ กับลอนดอนเอาไว้ก่อน เพราะหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับสองเมืองนี้ดีอยู่แล้ว แต่เป็นเมืองที่สาม – คือปารีส, ต่างหาก ที่ส่งอิทธิพลกับการเดินทางท่องเที่ยวลึกลงไปถึงสภาวะทางจิตของนักท่องเที่ยว จนมีชื่อเรียกอาการดังกล่าวว่า ‘โรคาปารีส’ หรือ Paris Syndrome ขึ้น
ในแต่ละปี ปารีสสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวได้มากถึงหนึ่งหมื่นเจ็ดพันล้านเหรียญ โดยผู้คนที่ทำงานในปารีส มีอยู่ถึง 18% ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ปารีสไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางเกิดใหม่ ทว่าย้อนกลับไปในทศวรรษ 1860s ปารีสมีผู้มาเยือนมากถึงปีละราวหนึ่งแสนคนอยู่แล้ว โดยได้ชื่อว่าเป็นมหานครแห่งแสงไฟ และเป็นดินแดนแห่งความสำราญ
ปารีสยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งความโรแมนติก มีตำรับอาหารที่เป็น ‘มารดาแห่งอาหารทั้งปวง’ ผู้คนจึงคาดหมายกับปารีสว่าจะได้มาพบพานสวรรค์ หรืออย่างน้อยก็ดินแดนในฝัน แต่เมื่อหลายคนมาพบกับถนนที่อัดแน่น สถานีรถใต้ดินที่สกปรก แออัด และผู้คนที่อาจมีความเป็นปารีสสูงเสียจนไม่ค่อยจะสนใจนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ คนจำนวนมากก็เกิดอาการ ‘อกหัก’ กับปารีสอย่างรุนแรง จนเกิดอาการที่เรียกว่า ‘โรคาปารีส’ ขึ้นมา
อาการที่ว่านี้ เกิดขึ้นมากกับนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น จนสถานทูตญี่ปุ่นต้องเปิดสายฮ็อตไลน์ยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านี้ แม้กระทั่งซิกมันด์ ฟรอยด์ ก็เคยบอกว่าตัวเองแทบจะร้องไห้อยู่บนท้องถนนของปารีส เขารู้สึกผิดหวังและโดดเดี่ยวเมื่อมาเยือนปารีสเป็นครั้งแรก ในเพลงอย่าง I Left My Heart in San Francisco ก็มีท่อนขึ้นต้นที่ร้องว่า The loveliness of Paris seems somehow sadly gay อันมีนัยประหวัดหมายถึงความสนุกสนานร่าเริงที่แฝงไว้ด้วยความเศร้า เหมือนกับปารีสและความคาดหมายในปารีสของนักท่องเที่ยว
แต่ปารีสไม่ได้เป็นปารีสเช่นนี้ลอยๆ ปารีสหยั่งลึกอยู่ในประวัติศาสตร์แห่งการสร้างเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งบางคนก็มองว่าในการสร้างนั้น มีการ ‘ทำลาย’ เกิดขึ้นด้วย
ปารีสยุคใหม่คือสิ่งสร้างของทศวรรษ 1850s ตามแนวคิดของจอร์จ ยูจีน โอสมาน (Georges Eugene Haussmann) ผู้ชิงชังปารีสยุคกลางมาก ปารีสก่อนหน้านั้นสกปรก แออัด เต็มไปด้วยตรอกซอกซอย งานของโอสมานจึงคือการ ‘ทำลาย’ ปารีสเก่า เพื่อสร้างปารีสใหม่ขึ้นมา โชคดีที่นโปเลียนเรืองอำนาจและสนับสนุนเขา โอสมานจึงได้ทำตามความฝันของตัวเอง
ปารีสกลายเป็นเมืองที่มีถนนแบบบูเลอวาร์ด (Boulevard) ขนาดใหญ่ตัดตรงแน่วเป็นเส้นเลือดสูบฉีดชีวิตให้ชาวเมือง จากประตูชัย (Arc de Triomphe) มีถนนกว้างแผ่ออกไปเป็นแฉกๆ บุคลิกดั้งเดิมของเมืองเปลี่ยนไป จากตรอกซอกซอยที่เราเห็นในฉากของนิยายอย่าง Les Miserable กลายเป็นถนนแบบเรขาคณิตตัดตรงแน่ว และอาคารแบบโอสมานที่หลายคนมองว่าโรแมนติก
โอสมานไม่ได้สร้างแค่ฉากหน้า เขาวางแผนเรื่องระบบระบายของเสียและสิ่งปฏิกูลด้วย แทบจะเรียกได้ว่าเขา ‘ยก’ เมืองทั้งเมืองขึ้นมาเพื่อวางท่อใต้ดิน มีการยกอาคารอิฐทั้งหลังโดยใช้แม่แรงไฮดรอลิก แล้วติดตั้งท่อระบายของเสียเข้าไปข้างใต้
สิ่งเหล่านี้ทำให้ปารีสสว่างไสว เป็นตัวแทนของความก้าวหน้า และดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีการเปิดโรงแรมใหญ่ๆ ใหม่ๆ จัดงานเอ็กซ์โป การเปิดห้างสรรพสินค้าใหม่ๆ ดัดแปลงพระราชวังเป็นพิพิธภัณฑ์หรือโรงแรม ปารีสใหม่นี้เปิดทางให้เกิด ‘วัฒนธรรมใหม่’ ด้วย อย่างเช่นร้านกาแฟหรือคาเฟ่ที่ผู้คนสามารถมานั่งกันอยู่ริมถนนได้ กระทั่งกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของปารีส
ว่ากันว่า นักท่องเที่ยวแห่แหนเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิด ‘อุตสาหกรรมท่องเที่ยว’ ขึ้น พร้อมๆ กับการมีรถไฟ ในหนังสือ Metropolis ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า ในปี 1840 มีการเดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษมาปารีสเพียง 87,000 เที่ยว แต่ในปี 1869 เพิ่มเป็น 344,179 ครั้ง และในปี 1899 พุ่งขึ้นเป็น 951,078 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าคนอยากมาเที่ยวปารีสกันมากแค่ไหน ยิ่งเมื่อเกิดงานเวิลด์แฟร์ (World Fair) และมีการเปิดหอไอเฟลในปี 1899 ก็เรียกได้ว่า ‘ปารีสแตก’
จะเรียกว่าเป็น Soft Power อย่างหนึ่งก็เห็นจะได้!
ปารีสเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของ ‘นครแห่งการท่องเที่ยว’ เท่านั้น เพราะเวลาออกเดินทางท่องเที่ยว ผู้คนมักวางหมุดหมายเอาไว้เป็นเมืองใหญ่เสมอ เช่นจากอัมสเตอร์ดัมไปโคเปนเฮเกน, ซานฟรานซิสโกไปพอร์ตแลนด์ หรือโตเกียวไปนาโกยา เมืองเหล่านี้จึงเป็นเสมือน ‘ประตู’ เปิดกว้างรับนักท่องเที่ยว ที่ต้องการการจัดการในหลายมิติ
ก่อนยุคแห่งโควิด ในระหว่างปี 2000 และ 2015 ประมาณการกันว่า จำนวนนักท่องเที่ยวในโลกเพิ่มขึ้นสองเท่าจนแตะ 1.3 พันล้านคน และมีการทำนายว่า ในปี 2030 นักท่องเที่ยวทั่วโลกจะมีจำนวนมากถึง 2 พันล้านคน ซึ่งมหาศาลมาก
เมืองใหญ่ต่างๆ จึงไม่สามารถทำตัวเป็นเพียง ‘เมือง’ เพื่ออยู่อาศัยหรือทำธุรกิจได้ แต่ยังต้องคิดถึงการดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้วยการนำวิธีคิดแบบ ‘สวนสนุก’ ใส่เข้าไปในเมือง ทำให้เมืองมีจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวหลากหลาย นักท่องเที่ยวจะได้อยู่กับเมืองนานๆ เพราะรายได้หลักของเมืองอาจไม่ได้มาจากผู้คนของเมืองที่ช่วยกันทำงานอีกต่อไปแล้ว ทว่ามาจากเหล่ากองทัพนักท่องเที่ยวนี่เอง
ในประวัติศาสตร์อันซับซ้อนนั้น เมืองแต่ละเมืองมีวิธีสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาแตกต่างกัน และช่วยสร้าง ‘มนุษย์เมือง’ ท่ีแตกต่างกันขึ้นมา เมืองมีทั้งด้านงดงามและอัปลักษณ์ มีความขัดแย้งมากมายอยู่ในเมือง เมืองที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่เป็นเพราะเมืองนำเสนอความงาม ความบันเทิง ความสง่างาม แต่ทั้งหมดนี้อาจมีฉากหลังเป็นตรงข้ามก็ได้
การเดินทางท่องเที่ยวไปยังเมืองต่างๆ จึงไม่ใช่เพียงการไปถ่ายเซลฟี่กับเมืองเท่านั้น ทว่าคือการเรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์แห่งเมืองเหล่านั้น
ซึ่งหากเรามีต้นทุนความรู้เกี่ยวกับเมืองมากพอ อาการอย่าง ‘โรคาปารีส’ หรือ Paris Syndrome ก็จะมาแผ้วพานเราได้ยาก
หรือไม่อย่างนั้น – เราก็อาจต้องผิดหวังกับเมืองที่เราไปเยือนซ้ำๆ ซากๆ เพราะวิธีคิดของเราเอง!