วิกฤตแห่งชีวิต: ลิขิตแห่งวันวัย

เคยสงสัยไหมว่า – ในหนึ่งชีวิตน้อยนิดนี้ เรามีโอกาสเกิด ‘วิกฤต’ ใหญ่ๆ ในชีวิตได้กี่ครั้ง

วิกฤตแห่งชีวิตก็คือ Life Crisis ซึ่งหลายคนอาจคุ้นแต่เพียงคำว่า Mid-Life Crisis แต่ที่จริงแล้ว กว่าจะผ่านวันวัยไปจนถึง ‘กลางคน’ ได้ เราอาจเผชิญกับวิกฤตหลายครั้ง และเมื่อผ่านกลางคนไปแล้ว ก็ใช่ว่าวิกฤตจะหมดสิ้นไปเสียเมื่อไหร่

เริ่มต้นกันที่วัยยี่สิบก่อน

คนทั่วไปเชื่อว่า คนวัยยี่สิบเป็นวัยที่ ‘ทรงพลัง’ ที่สุด มันเหมือนการเริ่มต้นใหม่ เพิ่งเฟรชเสร็จสิ้นจากการเป็นเด็กและวัยรุ่น มาสู่วัยเติบโตเต็มตัว เริ่มรับผิดชอบ ท้าทาย และแม้พ้นความเป็นเด็กแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึง ‘ขาลง’ ขนาดเริ่มมองเห็นความโรยราของอายุ

แต่คนวัยยี่สิบเป็นอย่างนั้นจริงหรือ?

วิกฤตหนึ่งของคนวัยยี่สิบยุคใหม่ ก็คือ First-Jobbers Crisis

วิกฤตนี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องการทำงานอย่างเดียว แต่นี่คือช่วงชีวิตที่ต้อง ‘ปรับตัว’ ในหลายด้าน ถ้าเป็นช่วงวัยรุ่น เราจะเริ่มมีการตระหนักรู้ว่าตัวเราเป็นอย่างไรผ่านปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ซึ่งสรุปได้ว่าวัยรุ่นคือวัยที่ใส่ใจกับ ‘คนอื่น’ (โดยเฉพาะการต้องทำอะไรๆ ให้เหมือนเพื่อน) แต่เมื่อถึงวัยยี่สิบแล้ว สมองของเราจะเริ่มเปลี่ยนไปพร้อมวิถีชีวิต ทำให้เราหันมาใส่ใจความรู้สึกหรือความต้องการจริงๆ ของตัวเองมากขึ้น แต่การปรับตัวแรกก็คือการปรับตัวเรื่องเพื่อน ที่จะเริ่มแยกย้ายหรือ grow apart จากกันไป ทำให้แรงหนุนที่เคยมีมาในชีวิตเปลี่ยน ขณะเดียวกัน ก็จะมีเพื่อนกลุ่มใหม่จากที่ทำงาน ที่แม้ไม่สนิทสนมเท่าเพื่อนวัยเด็ก แต่นี่คือกลุ่มคนที่ต้องอยู่ด้วยในทุกๆ วัน ถ้าปรับตัวไม่ได้ วิกฤตในชีวิตก็จะเกิดขึ้น

วัยยี่สิบยังมีวิกฤตเรื่องการเงินด้วย เพราะถือว่ายังไม่ได้เป็นหลักเป็นฐาน ยังตั้งตัวหรือสร้างเนื้อสร้างตัวให้มั่นคงไม่ได้ หลายคนยังมีความเป็นเด็กในตัวสูง ดร. Jay Giedd แห่งสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติของอเมริกา เคยบอกว่าสมองของคนวัยยี่สิบต้นๆ นั้น ‘ยังไม่เสร็จ’ (Unfinished) คือยังไม่ได้โตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ บางคนกว่าสมองจะ ‘เสร็จ’ (คือเติบโตเต็มที่) ก็ต้องอายุ 25 ปี จึงอาจทำอะไรผิดๆ ถูกๆ ได้ง่าย แต่ข้อดีก็คือ วัยนี้เป็นวัยที่สังคมเปิดโอกาสให้เกิดการ ‘ลองผิดลองถูก’ ได้

คนวัยนี้เป็นวัยสำคัญในการเตรียมพร้อมตัวเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Neurology ซึ่งเป็นวารสารทางการแพทย์ของสถาบันประสาทวิทยาอเมริกัน (American Academy of Neurology) ซึ่งย้อนกลับไปดูข้อมูลของคน 518 คน ที่ปัจจุบันมีอายุเฉลี่ย 51 ปี พบว่าคนเหล่านี้ถ้าในวัยยี่ิบมีสุขภาพของหัวใจดี (ซึ่งเป็นผลมาจากการออกกำลังกายและการกินอาหารที่ดีกว่า) เมื่อเติบโตมาถึงวัยกลางคน พบว่า ‘ขนาด’ ของสมองเฉลี่ย จะใหญ่กว่าคนที่สุขภาพของหัวใจไม่ดี ดังนั้น วัยนี้จึงสำคัญต่อการเตรียมร่างกายให้พร้อมรับความแก่ในอนาคตมาก แต่ปัญหาก็คือ เรามักจะหลงระเริงไปกับเรื่องใหม่ๆ ในชีวิต จนไม่ได้เตรียมการอะไร

มาถึงวัยสามสิบปีบ้าง วัยนี้หลายคนพบกับภาวะ coming of age คือเริ่มตั้งข้อสงสัยแล้วว่า ชีวิตของตัวเองคือะไร มีอยู่ไปเพื่ออะไร

นักประสาทวิทยาอย่าง ดร. Jay Giedd บอกว่า สมองของคนวัยสามสิบทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับทุกช่วงวัย เพราะสมองส่วนซีรีเบลลัมซึ่งเชื่อมโยงกับวิธีคิดของเราโดยตรงนั้น จะเติบโตมาถึงจุดที่แข็งแกร่งที่สุด มันเหมือนกับว่า สมองของเราได้ ‘ตัดแต่ง’ เอาสิ่งที่ไม่ได้ใช้งานทิ้งไป โดยตั้งแต่อายุ 18 ปี ถึง 30 ปี คนเราจะค่อยๆ เติบโตขึ้นมาพร้อมกับมีความเป็นอินโทรเวิร์ตมากขึ้นเรื่อยๆ เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ น้อยลงเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นร่วมกับประสบการณ์เปลี่ยนชีวิตทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในวัยยี่สิบ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตมหาวิทยาลัย รักครั้งแรก งานแรก หรือการเดินทางต่างๆ แล้วมันจะกลายเป็นภาพประทับที่ค้างแข็งอยู่ในตัวเรา กลายเป็นอัตลักษณ์ของเรา ซึ่งในช่วงแรกๆ อาจมีความขัดแย้งต่างๆ อยู่ แต่พอถึงวัยสามสิบแล้ว เราจะเริ่ม ‘สบาย’ (comfortable) กับตัวตนที่เราเป็น ซึ่งในหลายกรณีก็อาจไปขัดแย้งกับสังคม หน้าที่การงาน และสภาวะแวดล้อมที่เราอาจถูกผลักเข้าไปอยู่โดยยังไม่รู้จักตัวตนแท้จริงในวัยยี่สิบก็ได้

วัยสามสิบยังเป็นวัยที่อาจเริ่มมี ‘อาการเตือน’ ของวิกฤตวัยกลางคน บางเรียกว่าเป็น Pre-Midlife Blues แต่บางคนก็เรียกว่าเป็น Quarter-Life Crisis คือเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นก่อนวัยกลางคนจริงๆ มักเกิดขึ้นบ่อยกับคนในวัยสามสิบต้นๆ คือจะมีอาการกระวนกระวาย และเกิดการตั้งคำถามต่างๆ นานา โดยเฉพาะถ้าติดอยู่กับการทำงานหรือความสัมพันธ์ที่ไม่ดี ทำให้อยากเปลี่ยนชีวิตของตัวเองไปทั้งหมด จึงกลายเป็นหัวเลี้ยวหัวต่ออีกช่วงหนึ่งของชีวิตได้เลย

แล้ววัยสี่สิบปีเล่า เราต้องเผชิญกับอะไรบ้าง

ต้องบอกว่า คนวัยสี่สิบนั้นน่าเห็นใจเป็นที่สุด

มีรายงาน ตีพิมพ์ในวารสาร Social Science & Medicine ว่า ‘ความสุข’ ของมนุษย์เรานั้น มักจะเป็นกราฟรูปตัว U แล้วจุดต่ำสุดของตัว U ก็คือวัยสี่สิบนี่เอง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ก่อนสี่สิบ หลายคนอาจมีความสุขดีอยู่ แต่พอเข้าวัยสี่สิบ ความสุขก็เริ่มลดน้อยถอยลง จนไปเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งก็หลังวัยห้าสิบไปโน่น

เขาพบว่า อัตราการเป็นภาวะซึมเศร้าของคนในกลุ่มตัวอย่างสองล้านคนในอังกฤษ จะสูงสุดที่วัย 44 ปี (ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขจากอีกการสำรวจหนึ่งที่ว่าคนวัยนี้มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด) ที่สำคัญก็คือ รูปแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่ในอังกฤษที่เดียว แต่มันเหมือนกันในอีก 70 ประเทศด้วย

และนี่ก็คือสิ่งที่เราเรียกมันว่า Mid-Life Crisis นั่นเอง

เชื่อกันว่า ตลอดชีวิตของมนุษย์ที่ผ่านมา เราพยายามเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง บางเรื่องเราแข็งแกร่ง แต่บางเรื่องเราอ่อนแอ ทว่าเมื่อชีวิตเดินหน้ามาจนถึง ‘กึ่งกลาง’ แล้ว ก็คล้ายๆ มาถึงทางตัน เราไม่รู้จะพัฒนาอะไรอีกต่อไป และคนวัยนี้ก็เริ่มตระหนักว่า ถึงอย่างไรตัวเองก็จะต้องตาย ทำให้คนที่อยู่ในวัยสี่สิบหันมาดูว่าตัวเองยังเหลือเวลาอยู่อีกมากน้อยแค่ไหน และเริ่มประเมินว่าชีวิตที่มีอยู่ทั้งหมดนั้นมันดีหรือไม่ดีอย่างไร 

แน่นอน – คนส่วนใหญ่มักคิดว่าชีวิตของตัวเองยังไม่ดีพอทั้งนั้น!

หลายคนเลยมีอาการ ‘วัยกลับ’ เช่นถ้ารวยพอ ก็อาจซื้อรถสปอร์ตมาขับ แต่งตัวสวยด้วยชุดหรูหรา ออกงานสังคม มีสัมพันธ์นอกสมรส ฯลฯ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาในชีวิตได้

อีกวิกฤตหนึ่งที่เกิดข้ึนกับคนวัยสี่สิบ ก็คือ Mid-Carreer Crisis หรือวิกฤตกลางอาชีพ

เรื่องนี้ สำนักโพลอย่างแกลล็อพ (Gallup ) เคยทำสำรวจคนในกลุ่มเจนเอ็กซ์ (คือสี่สิบกว่าๆ ขึ้นไปจนถึงห้าสิบ) พบว่าคนวัยนี้มีแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นเองที่รู้สึกว่าตัวเอง ‘ผูกพัน’ หรือเป็นส่วนหนึ่งของงาน แต่จำนวนมากแค่มาทำงาน (Just Show Up) มารับเงินเดือน แล้วก็ทำงานให้มันเสร็จๆ ไป ตามความต้องการขั้นต่ำของบริษัท (Minimum Required) 

ใครๆ ก็รู้สึกไม่พึงพอใจกับงานของตัวเองได้ทั้งนั้น แต่คนที่อยู่ในวัยกลางคน (Midlife) จะมีความรู้สึกไม่พึงพอใจมากกว่าคนกลุ่มอื่นด้วยหลายเหตุผล เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ คนที่อยู่ในวัยนี้รู้สึกว่าตัวเอง ‘ถูกขัง’ อยู่ในหน้าที่การงานของตัวเอง วัยสี่สิบทำให้รู้ตัวแล้วว่าคงไม่อาจก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้เท่าไหร่ หลายคนคิดว่าตัวเองอยู่ใน ‘ขาลง’ ด้วย จะปรับเปลี่ยนตัวเองให้ไปทำงานอย่างอื่นก็ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว แต่ต่อให้ตั้งอกตั้งใจทำงาน ก็ดูเหมือน Career Path จะไม่เอื้อให้ ไม่มีตำแหน่งงานเอาไว้รองรับ และเด็กรุ่นหลังๆ ก็เริ่มแสดงฝีมือข้ามหัวข้ามห้วยกันมากขึ้น

สำหรับคนที่ไม่อยากดิ้นรนต่อสู้ ที่สุดก็อาจกลายสภาพไปเป็น Deadwood ในที่ทำงาน กลายเป็นคนหมดไฟที่อยู่ไปวันๆ รอคอยวันสุดท้ายของการทำงาน ไม่ว่าจะสามารถอยู่ไปได้จนเกษียณหรือถึงวันสุดท้ายของชีวิตจริงๆ โดยมีสิ่งชุบชูใจคือวันหยุดและงานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่รู้ว่าจะตอบสนองต่อเป้าหมายในชีวิตของตัวเองอย่างไรได้อีก

แต่ถ้าเราผ่านวัยสี่สิบไปได้ ก็มีข้อมูลบอกว่า เราจะค่อยๆ ผงาดขึ้นมามีความสุขกันใหม่ได้อีกรอบ นักวิจัยบอกว่า กราฟความสุขจะสูงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากวัยห้าสิบไปแล้ว และเมื่อถึงวัยเจ็ดสิบ ถ้าหากว่าสุขภาพร่างกายยังดีอยู่ มนุษย์โดยเฉลี่ยจะมีความสุขทั้งทางกายและทางใจมากพอๆ กับเมื่ออายุยี่สิบเลยทีเดียว นั่นคือเหมือนเรากลับไปเป็นหนุ่มเป็นสาวครั้งใหม่

วิกฤตของชีิวิตที่ว่ามาทั้งหมดนี้เป็นวิกฤตแบบทั่วๆ ไปเท่านั้นเอง แต่ละคนยังมีวิกฤตส่วนตัวให้ต้องเผชิญอีกไม่น้อย

นั่นแสดงให้เห็นว่า – ชีวิตนั้นไม่ง่ายเลย สิ่งที่เราพอทำได้ ก็คือการตั้งใจรับมือกับมันให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง