สองเล่ม สองสไตล์ สองค่าย หนึ่งความน่าอ่าน

มีหนังสือสองเล่มมาแนะนำครับ

เป็นสองเล่มที่อ่านแล้ว ‘เซอร์ไพรส์’ มาก เพราะอ่านในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน และพบว่าเขียนดีทั้งคู่ โดยที่โดยส่วนตัวไม่เคยรู้จักชื่อนักเขียนทั้งสองมาก่อน ก็เลยตื่นเต้นมาก อยากแนะนำครับ

 


เล่มแรกเป็นหนังสือกีฬาชื่อ Sport Light เขียนโดย ‘วิศรุต’


IMG_9324

ปกติไม่ได้ดูฟุตบอล กีฬาที่ดูอย่างเดียวคือเทนนิส ก็เลยไม่สนใจหนังสือ Sport Light ที่เขียนโดย ‘วิศรุต’ เท่าไหร่ ถึงเคยหยิบจับมาพลิกๆ ดู แต่สุดท้ายก็วางลงไปทุกที เลยไม่ได้ซื้อ

แต่เพิ่งมีเหตุให้ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อวันก่อน เอาเป็นว่า แทบไม่รู้จักใครเลยที่คนเขียนเล่ามา หรือถึงรู้จักชื่อ ก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นนักฟุตบอลที่มีประวัติความเป็นมาอย่างไร เล่นตำแหน่งอะไร ชีวิตเป็นอย่างไร หรือใครเป็นโค้ชทีมไหนยังไง ฯลฯ

แต่สุดท้ายก็กัดฟันฟันฝ่าชื่อแปลกๆ พวกนี้ (เช่น กัจจอลี่, เอลตัน โกเมส, กรีชมันน์ ฯลฯ) เพื่ออ่านให้จบบทแรกสุด แล้วก็พบว่าตัวเองหยุดอ่านไม่ได้

อ่านไปก็ตั้งคำถามไปว่า คนเขียนเป็นใครหว่า ทำไมเขียนหนังสือดีอย่างนี้ เท่าที่เคยอ่านเรื่องของคนเขียนกีฬาในไทยมา ไม่เคยเห็นใครเขียนเรื่อง ‘ชีวิต’ ของนักกีฬาได้ด้วยสำนวนที่เรียบ ลึก และกินใจแบบนี้มาก่อน ไม่ได้ฟูมฟายเลยสักนิดเดียว เล่าเรียบๆ เอา fact ต่างๆ มาเล่า ไม่ประดิดประดอย แต่วิธีประกอบสร้างเรื่องเล่าพวกนี้ทำออกมาเป็นธรรมชาติมาก เหมือนไม่ได้วางโครงเรื่องเอาไว้ แต่จริงๆ วางมาได้เนี้ยบมาก

ยกตัวอย่างบทแรกคือเรื่องของลีโอเนล เมสซี่ (ชื่อนี้คุ้นหน่อย แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าอยู่ทีมไหน เล่นตำแหน่งอะไร) คนเขียนเล่าว่า เมสซี่มีอาการไม่ปกติทางสมองเท่าไหร่ คือสมองส่วนหน้าหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้โตน้อยกว่าคนอื่น ถึงเป็นนักบอลที่มีพรสวรรค์แค่ไหน แต่พอมีอาการแบบนี้ ก็จะไม่มีวันตัวใหญ่ได้ แล้วถ้าตัวเล็ก จะมีพรสวรรค์ในการเล่นบอลได้นุ่มนวลเฉียบขาดอย่างไร ก็ไม่มีสโมสรไหนรับเขาหรอก

วิธีแก้ก็คือต้องฉีดฮอร์โมนที่มีราคาแพงมากตั้งแต่เด็ก แต่คำถามก็คือ สโมสรไหนจะยอมลงทุน เพราะถึงลงทุนไปก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ผล ซึ่งก็ต้องบอกว่า – ไปอ่านต่อกันเองนะครับ ว่าเมสซี่ทำอย่างไรหรือได้พบเผชิญกับอะไรบ้าง กว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้

คนเขียนหยิบเกร็ดเหล่านี้มาเล่า มันเป็นเกร็ดเล็กๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโดยตรง แต่เป็นเกร็ดที่เกี่ยวข้องกับ ‘ชีวิต’ จึงเป็นเกร็ดที่พาเรื่องเล่าเหล่านี้ให้เป็นสากล ใครๆ ก็ identify ตัวเองกับเรื่องเล่าเหล่านี้ได้ จึงกระทบใจคนอ่านที่ไม่ได้รู้เรื่องฟุตบอลเลยได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ชวนอ่านครับ ไม่ว่าจะเป็นคอบอลหรือไม่บอลก็ตาม

 


เล่มที่สองเป็นหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยว ชื่อ ‘ยุโรปมืด’ เขียนโดย พีรพัฒน์ ตัณฑวณิช


IMG_9323

แต่ละปี จะได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางค่อนข้างเยอะ ส่วนใหญ่มีมุมมองเฉพาะตัวกันทั้งนั้น แต่ด้วยความที่ชอบประวัติศาสตร์ ก็จะแอบเสียดายที่หลายเล่มข้ามๆ เรื่องนี้ไป 

หลายเล่มเน้นไปที่ความสนุกในการเดินทาง เลยข้ามๆ เกร็ดประวัติศาสตร์ต่างๆ เคยอ่านเล่มหนึ่ง คนเขียนเจอเรื่องที่ตัวเองไม่รู้ ก็เขียนบอกตรงๆ ว่าไม่รู้ ให้คนอ่านไปค้นเอาเอง รู้แล้วมาบอกด้วย อะไรแบบนี้ ซึ่งก็จริงใจตรงไปตรงมาดี แต่แอบเสียดายว่าถ้าค้นอีกนิดก็จะรู้คำตอบ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าหนังสือแบบที่ว่ามาไม่ดีนะครับ เพราะเราก็จะได้เกร็ดความรู้หรือเกร็ดชีวิตต่างๆ ตามแบบคนเขียน

แต่หนังสือ ‘ยุโรปมืด’ เล่มนี้ ต้องเรียกว่าจัดให้ในเรื่องประวัติศาสตร์ครับ เพราะคนเขียน (ซึ่งเข้าใจว่าเป็นนักวิชาการที่ถ่ายรูปสวยมาก) เดินทางไปยุโรปหลายประเทศ แล้วก็เล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ต่างๆ นานา ให้ฟัง

อย่างเช่น ไปอยู่หน้าจัตุรัสมาเรีย เตเรซ่า ในเวียนนา ก็เล่าให้เราฟังว่ายุโรปเป็น ‘เครือญาติ’ กันยังไง (ผ่านราชวงศ์ฮับสบูร์ก) เพราะพระนางมาเรีย เตเรซ่านี่ คนเขียนใช้คำว่าเป็น ‘แม่ของทุกสถาบัน’ ซึ่ง ‘จริง’ อย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวเนื่องกันไปแทบทุกราชวงศ์ในยุโรปเลย และเลยไปถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วย

การเดินทางในเล่มนี้ไม่ได้พาเราไปในยุโรปตามที่ตาเห็นจากภาพ (เขาถ่ายภาพสวยเลย) เท่านั้น แต่พาเราย้อนอดีตกลับไปในประวัติศาสตร์ด้วย ตั้งแต่ยุโรปตะวันออก สงครามโลกครั้งทั้งสองครั้ง เบอร์ลิน รัสเซีย มิวนิค เชค ฯลฯ เข้าใจว่า คนเขียนมีฐานคิดอยู่บนเรื่องชุมชนจินตกรรมของ เบนเนดิกต์ แอนเดอร์สัน แต่เอามาเล่าผ่านการประวัติศาสตร์ที่ได้จากการเดินทาง แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลจนล้นเกินนะครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็อาจจะกลายเป็นหนังสือหนักๆ เครียดๆ เกินไป แต่อันนี้รสชาติกลมกล่อมมาก

สรุปว่าน่าอ่านครับ แอบคิดในใจว่า สองเล่มที่เพิ่งได้อ่าน คือ Sport Light กับ ‘ยุโรปมืด’ นี่ เป็นหนังสือที่ทำให้ตัวเองเซอร์ไพรส์มาก เพราะไม่ได้คาดหวังอะไรก่อนอ่าน แต่อ่านแล้วพบว่าเขียนดีทั้งคู่ ดีคนละแบบ

ชวนอ่านครับ

 

Advertisements