The Most Unknown สุดยอดสารคดีวิทยาศาสตร์แห่งปี

The Most Unknown น่าจะเป็นสารคดีวิทยาศาสตร์ที่ลงทุนมหาศาลที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก เพราะคือการนำนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ 9 คน จากหลากหลายสาขาจากทุกมุมโลก มารวมกันไว้ในสารคดีเรื่องนี้เรื่องเดียว

วิธีการนั้นน่าสนใจมากนะครับ เพราะเขาไม่ได้ไปตามสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ทีละคนๆ แล้วเอามาร้อยเรียง แต่เขาใช้วิธีตามนักวิทยาศาสตร์คนแรกไปทำงาน จากนั้นก็พานักวิทยาศาสตร์คนแรกไปเจอกับนักวิทยาศาสตร์คนที่สอง ฟังพวกเขาพูดคุยกัน

คุณอาจจะบอกว่า – โอ้โห! ฟังดูน่าเบื่อชะมัดญาติ ใครจะไปอยากฟังนักวิทยาศาสตร์คุยกัน

แต่ต้องบอกคุณว่า นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีสาขาเดียวนะครับ นักวิทยาศาสตร์คนแรกคือ Jennifer Macalady จาก Penn State University เธอเป็น ‘นักจุลชีววิทยมา’ หรือ Microbiologist ที่มุดลงไปในถ้ำลึกๆ เพื่อเก็บตัวอย่างแบคทีเรีย

สารคดีเรื่องนี้มุดตามเธอลงไปใต้ถ้ำในอิตาลี เพื่อดูการทำงานของเธอ เสร็จแล้วก็พาเธอบินไปเจอกับนักฟิสิกส์อย่าง Daivde D’Angelo จาก Universita degli Studi di Milano

D’Angelo ทำอะไรรู้ไหมครับ เขาศึกษาเรื่อง ‘สสารมืด’ (Dark Matter) ที่ลี้ลับ ยังไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร ทั้งที่มันคือ ‘ส่วนใหญ่’ ของสสารทั้งหมดในเอกภพนี้

นักวิทยาศาสตร์​ทั้งหมดในเรื่องเพิ่งเคยพบกันเป็นครั้งแรกนะครับ ก็เลยอาจจะมีทีท่าขัดๆ เขินๆ กันอยู่บ้าง แต่สิ่งสำคัญมากๆ ก็คือ ‘บทสนทนา’ ที่เกิดขึ้น

คุณลองคิดดูสิครับ ว่านักจุลชีววิทยากับนักฟิสิกส์ พอมาเจอกัน พวกเขาจะคุยอะไรกัน

รู้ไหมครับ – ว่ามันเป็นบทสนทนาที่ ‘เปิดโลก’ ที่สุดอย่างหนึ่งเลย

เจนนิเฟอร์บอกกับแดนเจโลว่า ในโลกของสิ่งมีชีวิตก็มี ‘สิ่งมีชีวิตมืด’ เหมือนสสารมืดเหมือนกัน เพราะจากการทำแผนที่จีโนมต่างๆ นักวิทยาศาสตร์คิดว่าโลกนี้น่าจะมีจุลินทรีย์อยู่ราว 35 trillion (คือ 35 ล้านล้าน) สปีชีส์ แต่ที่เราพบกันอยู่ตอนนี้ มีแค่ 1 ล้านสปีชีส์เท่านั้น

เฮ้ย! แล้วที่เหลือหายไปไหน

เจนนิเฟอร์บอกว่าเรายังไม่พบมัน เหมือนที่นักฟิสิกส์ก็ยังไม่พบกับสสารมืดนั่นแหละ

จากนั้น สารคดีก็พาแดนเจโลบินไปบรัสเซลส์ เพื่อไปเจอกับ Axel Cleeremans ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาการรับรู้ (Cognitive Pshychologist) ซึ่งบทสนทนาก็น่าสนใจอีกนั่นแหละ

เราจะพบว่า นักวิทยาศาสตร์นั้น ต่อให้เก่งเป็นเลิศแค่ไหนในสาขาของตัวเอง พอถูกจับไปอยู่กับอีกสาขาหนึ่ง เขากลายเป็นเหมือนเด็กน้อยที่กระหายใคร่รู้ในอีกศาสตร์หนึ่งตลอดเวลา ดังนั้น ‘บทสนทนา’ ที่เกิดขึ้นในสารคดีเรื่องนี้จึงน่าตื่นตาตื่นใจมาก

เปล่าครับ, ไม่ใช่ว่ามันเต็มไปด้วยศัพท์แสงทางวิชาการอะไร เพราะต่อให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ แต่พอข้ามศาสตร์ไปแล้วก็ไม่รู้ศัพท์เหมือนกันนั่นแหละ การอธิบายต่างๆ จึงเกิดขึ้นง่ายๆ พอประมาณ ไม่ได้ยากลึกซึ้งอะไรขนาดนั้น

สิ่งที่สารคดีเรื่องนี้นำเสนอ จึงคือการ ‘ปะทะ’ กันของนักวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกันต่างหาก เมื่อพวกเขามาเจอกัน พวกเขาพูดคุยอะไรกัน พวกเขาแสดงความ ‘ไม่รู้’ ออกมาอย่างไร ทึ่งอย่างไรกับสิ่งที่เพื่อนนักวิทยาศาสตร์ทดลองอยู่ และมีจิตวิญญาณกับวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ร่วมกันอย่างไร

นั่นต่างหาก คือสิ่งที่สารคดีเรื่องนี้ต้องการนำเสนอ

นักฟิสิกส์ต้องไปเจอกับเรื่องการทำงานของสมองที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน จากนั้น นักจิตวิทยาก็ได้ไปเจอกับ Luke Mckay จาก Montana State University ซึ่งเป็นนักชีววิทยาดาราศาสตร์ (Astrobiologist) คนนี้น่าทึ่งมาก เพราะเขาพยายามหาว่ามีสิ่งมีชีวิตในอวกาศหรือเปล่า โดยดูจากสิ่งมีชีวิตในที่แปลกๆ เช่นในน้ำพุร้อนที่ร้อนจัดๆ และเขาสาธิตให้เห็นว่า โลกยังมีสิ่งมีชีวิตอีกมโหฬารที่เราไม่รู้จัก โดยใช้แผนภาพง่ายๆ ซึ่งเมื่อวาดออกมาแล้ว ดูเหมือนสมองของมนุษย์เลย เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่บอกว่า สิ่งมีชีวิตมีอยู่กว่า 30 trillion สปีชีส์ แต่เรารู้จักมันน้อยมาก

แล้วจากนั้น นักชีววิทยาดาราศาสตร์ ก็ต้องบินไปฮาวาย ไปเจอกับ Rachel L. Smith แห่ง North Carolina Museum of Natural Sciences ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ (Astrophysicist) ซึ่งพาเขาขึ้นเขาไปดูกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ในฮาวาย และได้ร่วมสังเกตการณ์ท้องฟ้าอยู่ตลอดทั้งคืน

หลังจากนั้น นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ก็ต้องไปเจอกับ Victoria Orphan จาก CalTech ซึ่งเป็นนักชีววิทยาธรณี (Geobiologist) คนนี้ดำดิ่งลงไปเก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในบริเวณที่ก๊าซมีเธนรั่วซึมออกมาจากใต้พื้นสมุทร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมีเธนคือก๊าซเรือนกระจกที่ร้ายแรง สิ่งมีชีวิตที่กินมีเธนเป็นอาหารในทะเล จึงเป็นเหมือนผู้เฝ้าประตู คอยสร้างสมดุลมีเธนเอาไว้ จากท้องฟ้า จึงต้องดำดิ่งลงไปใต้ทะเลลึกเป็นพันเมตร

จากนั้น วิคตอเรียก็บินไปโคโลราโด ไปเจอกับนักฟิสิกส์อีกคนหนึ่ง คือ Jun Ye จากมหาวิทยาลัย Colorado-Boulder ซึ่งทำงานเกี่ยวกับเรื่อง ‘นาฬิกา’ (หรือเวลา) เขาเล่าว่า นาฬิกาที่ละเอียดมากๆ นั้น สามารถเอาไปใช้เป็น ‘เซนเซอร์’ ที่เยลโลว์สโตนได้ด้วย คือเอานาฬิกาไปติดไว้รอบๆ ถ้ามวลข้างใต้มีการเปลี่ยนแปลง นาฬิกาก็จะเดินไม่เท่ากัน ความเปลี่ยนแปลงของ ‘เวลา’ ที่เดินช้าเร็วไม่เท่ากันชั่วเสี้ยวของเสี้ยววินาทีนี้ บอกเราได้ว่าแมกมาใต้ดินกำลังจะระเบิดออกมาหรือเปล่า

จากนั้น นักฟิสิกส์ก็ได้บินมาซัสเซ็กซ์ที่อังกฤษ เพื่อเจอกับ Anil Seth จากมหาวิทยาลัย Sussex ซึ่งเป็นนักประสาทวิทยา (Neuroscientist) ที่พาเขาไปทำการทดลองน่าทึ่งเกี่ยวกับตัวเอง

แล้ว Anil ก็ไป Yale เพื่อพบกับ Laurie Santos ซึ่งเป็น Cognitive Psychologist อีกคนหนึ่ง แต่เธอไม่ได้ทำงานกับคน เธอทำงานกับลิงที่อยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง

สุดท้าย Laurie ก็ย้อนกลับไปหาเจนนิเฟอร์คนแรกอีกรอบหนึ่ง เป็นอันว่าครบวงจรของนักวิทยาศาสตร์เก้าคน

แน่นอน เวลาแค่ชั่วโมงกว่าๆ ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจศาสตร์ทุกอย่างได้ทั้งหมด สารคดีทำได้แค่ ‘บอกใบ้’ ให้เราเห็นว่า นักวิทยาศาสตร์พวกนี้ทำอะไรกันบ้าง โดยมีบทสนทนาของนักวิทยาศาสตร์ที่น่ารักและสนใจใคร่รู้มาเป็นตัวเดินเรื่อง แม้เป็นช่วงสั้นๆ แต่เราได้เห็นนักวิทยาศาสตร์ทำตัวเหมือนเด็กในหลายๆ ครั้ง ผูกมิตรกัน สอบถามเรื่องที่พวกเขาไม่รู้ และ ‘สอน’ เรื่องที่พวกเขารู้ดีที่สุด เพราะอยู่กับมันมาตลอดชีวิตให้กับกันและกัน

The Most Unknown จึงเป็นสารคดีเกี่ยวกับ ‘วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์’ ที่ทะเยอทะยานที่สุด เพราะต้องบินไปโน่นบินมานี่ เพียงเพื่อจะให้นักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เคยรู้จักกันเลย ไม่รู้แบ็คกราวด์ของกันและกันด้วยซ้ำ – ได้มาเจอกัน ถือเป็นการ ‘ทดลอง’ ว่า ใน scientific mind ของนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ ลึกลงไปแล้วมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง

สนุกมาก ภาพสวย หลายเรื่องน่าตื่นเต้นเพราะไม่เคยรู้มาก่อน

แนะนำครับ

Advertisements