ก่อนเริ่มต้นทำงาน

มีคนขอให้เล่าถึงวิธีทำงานของตัวเอง โดยส่วนตัวคิดว่า ในการทำงานอะไรก็ตาม เรื่องสำคัญก็คือการเริ่มต้น ดังนั้นก็เลยลองสรุปการเริ่มต้นทำงานออกมาเป็นข้อๆ นะครับ เผื่อใครเอาไปใช้ได้

1. ก่อนทำ ให้คิดก่อน คิดในที่นี้คือมองดูโครงสร้างใหญ่ของมันทั้งหมด ตั้งคำถามก่อนว่า ตัวงานที่เราจะทำนั้น นิยามแท้จริงของมันคืออะไร และเราจะทำมันไปเพื่ออะไร เช่น ถ้าจะปลูกต้นไม้ ก็ต้องถามก่อนว่า คำว่า ‘ต้นไม้’ ในที่นี้คืออะไร herb, shrub, tree ไม่เหมือนกันเลย

2. คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานนั้นๆ เห็นตรงกันแล้วหรือเปล่า ว่าเป้าหมายนั้นเป็นเป้าหมายเดียวกัน การเห็นตรงกันคือต้องเห็นถ่องแท้พอสมควรนะครับ ส่วนใหญ่แล้วเราไม่มีทางเห็นเหมือนกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เพราะต่างคนต่างความคิด แต่ถ้าเราให้นิยามของ ‘ต้นไม้’ ที่เราจะปลูกร่วมกัน ว่าเราจะปลูกแค่ไม้พุ่ม เราก็จะกำหนดวิธีทำงานร่วมกันได้ว่าจะใช้เวลาแค่ไหน ขุดดินลึกแค่ไหน ต้องใช้น้ำหรือปุ๋ยมากน้อยอย่างไร

3. ถ้าเพื่อนร่วมงานคิดว่า งานที่เราจะทำ คือการปลูกแค่หญ้า หรือปลูกต้นไม้ใหญ่โต ทั้งที่เราจะทำกันแต่ปลูกไม้พุ่ม ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจเขาด้วย เช่น อย่าเพิ่งหาว่าคนที่ทำแค่ถากดินเพราะเข้าใจว่าจะปลูกหญ้านั้นเป็นคนขี้เกียจ หรือคนที่ขุดหลุมลึกเกินไปเพราะนึกว่าจะปลูกต้นไม้ใหญ่เป็นพวกทำงานไม่เป็น – บางทีอาจเพราะเราเข้าใจ ‘โจทย์’ ไม่ตรงกันก็เป็นได้ แล้วถ้าเราย้อนกลับมาที่ ‘ฐาน’ ของมัน คือนิยามโจทย์ให้ตรงกัน ปัญหาก็น่าจะลดทอนลงไปได้มาก

4. ปัญหาในการทำงานจำนวนมากเกิดขึ้นเพราะไม่รู้นิยาม ไม่รู้โจทย์ ที่แย่ที่สุดก็คือ แม้กระทั่งคนที่อยากได้งานนั้นๆ (เช่น บอสหรือลูกค้าบางคน) ที่อยากได้งานและพยายามเร่งยิกๆ ก็ไม่รู้เช่นกันว่าตัวเองต้องการอะไร แต่อยากเป็นคน ‘ตัดสิน’ สิ่งที่ออกมาว่าจะเอาหรือไม่เอา เมื่อไม่รู้ว่ากรอบหรือโจทย์คืออะไร คนทำงานจะทำไม่ได้ ควรต้องตกลงเรื่องนี้ให้ได้เสียก่อน

5. ทีนี้ปัญหาในการทำงานแบบไทยๆ ก็คือ มันมีคำว่า ‘อำนาจ’ ฝังอยู่ในโครงสร้างด้วย เวลาเห็นว่านายหรือลูกค้าไม่รู้ตัวว่าต้องการอะไร จะเอ่ยปากถามไปตรงๆ ก็อาจขัดเคืองกันได้ ก็ต้องพยายามหา ‘วิธี’ ที่จะทำให้อีกฝ่ายรับรู้ ซึ่งทำได้หลากหลายวิธีมาก ขึ้นอยู่กับธรรมชาติและความเปิดกว้างของอีกฝ่าย

6. ถ้าเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีความสามารถที่จะเข้าใจทั้งโจทย์ นิยามของงาน หรือกระทั่งเข้าใจตัวเอง (เรื่องนี้รวมถึงคนที่ทำงานร่วมกันด้วยนะครับ) ก็อาจลองซ้ำอีกสักครั้งสองครั้ง แต่ถ้าเห็นว่าความสามารถนั้นไม่มีอยู่จริงในตัวอีกฝ่าย ก็อาจถึงเวลาต้องคิดว่าจะทำต่อไปโดยไม่สนุก หรือไปหาอย่างอื่นที่สนุกกว่าในชีวิตทำ โดยต้องคิดถึงเงื่อนไขต่างๆ ในชีวิตของตัวเองให้ถี่ถ้วนด้วย

7. การทำความเข้าใจกับโจทย์พวกนี้ไม่ง่าย เพราะต้องประสานกับคนมากมาย รวมทั้งทำความเข้าใจตัวเองด้วย แต่ที่ยากกว่าไปอีกขั้นก็คือ ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนโจทย์หรือนิยามที่อุตส่าห์หาคำตอบกันมาอย่างยากเย็นนี้ตามสถานการณ์ด้วย เช่น เข้าใจตรงกันแล้วว่าจะปลูกไม้พุ่ม แต่เมื่อลงมือทำจริงๆ พบว่าดินไม่เหมาะกับไม้พุ่มแน่ๆ ต้องปลูกหญ้าอย่างเดียว ก็อาจต้องเปลี่ยนเป้าหมาย เปลี่ยนวิธีคิด หรือกระทั่งเปลี่ยนโจทย์ไปเลย โดยควรทบทวนสิ่งเหล่านี้อยู่บ่อยๆ

8. ทั้งหมดที่ว่ามา คือการวางตัวเองเอาไว้ ‘เหนือ’ งาน คือมองลงมาแล้วเห็นโครงสร้างงานทั้งหมด ไม่ใช่พอได้งานมาแล้วก็กระโจนเข้าไปคลุกกับงานเลย บ่อยครั้งการทำอย่างนั้นทำให้เราโงหัวไม่ขึ้น เพราะถูกปัญหากระแทกใส่ตลอดเวลา จนไม่สามารถดึงตัวออกมามองว่าปัญหาคืออะไร จะแก้จากมุมไหนได้บ้าง ดังนั้น การ ‘เซ็ต’ ตัวเองเอาไว้ตั้งแต่ต้น ว่าจะไม่ถูกงานโถมทับโดยไม่รู้เหนือใต้ แต่อยู่เหนือมัน มองเห็นโครงสร้างทั้งหมดของมัน – จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการลงมือทำงานในขั้นต่อไป

ถ้าจะเริ่มงาน ขอให้เริ่มต้นงานกันอย่างสนุกสนานนะครับ ยิ่งสถานการณ์รอบข้างไม่เอื้ออำนวยมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องคิดหาวิธี หรือ ‘ออกแบบ’ การทำงานที่จะทำให้เราสนุกกับมันมากเท่านั้น

Advertisements