Mid-Carreer Crisis : ร้ายกว่า Mid-life Crisis

ถ้าคุณมีหน้าที่การงานค่อนข้างมั่นคง อาจจะอยู่ในวัยสามสิบกลางๆ สี่สิบต้นๆ คุณอาจคิดว่าตัวเองไม่ค่อยอยาก ‘เปลี่ยนแปลง’ อะไรในชีวิตมากเท่าไหร่ เพราะมองจากภายนอก ก็เหมือนว่าทุกอย่างมัน ‘ลงตัว’ ไปหมดแล้ว

แต่รู้ไหมครับ ว่านอกจาก ‘วิกฤติวัยกลางคน’ หรือ Mid-Life Crisis (ซึ่งปัจจุบันมี Quarter-Life Crisis กันด้วย) แล้ว คนเรายังอาจเกิด Mid-Career Crisi หรือ ‘วิกฤตกลางอาชีพ’ ได้อีกด้วย

เรื่องนี้ สำนักโพลอย่างแกลล็อพ (Gallup ) เคยทำสำรวจคนในกลุ่มวัยสี่สิบกว่าๆ ขึ้นไป พบว่า คนเราอาจเห็นว่าชีวิตเริ่มลงตัวแล้วอะไรต่างๆ มีแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นเองนะครับ ที่รู้สึกว่าตัวเอง ‘ผูกพัน’ หรือเป็นส่วนหนึ่งของงาน 

คำว่า ‘ผูกพัน’ ในที่นี้ ผมแปลมาจากคำว่า Engaged คือคนคนนั้นรู้สึกว่าตัวเอง Engage กับงานมากน้อยแค่ไหน

เขาบอกว่า คนจำนวนครึ่งหนึ่งในกลุ่มสำรวจ แค่มาทำงาน (Just Show Up) มารับเงินเดือน แล้วก็ทำงานให้มันเสร็จๆ ไป ตามความต้องการขั้นต่ำของบริษัท (Minimum Required) โดยมีถึงหนึ่งในห้าที่เข้าข่าย Actively Disengaged คือไม่ใช่แค่อยู่ไปวันๆ เท่านั้น แต่รู้สึกจริงจังเลยว่าตัวเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม)

ที่น่าสนใจก็คือ คนที่อยู่ในกลุ่มนี้ จะมีรายงานความเครียดและความเจ็บป่วยต่างๆ สูงกว่าคนในกลุ่มอื่น รวมถึงมีระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลและความดันโลหิตสูงกว่าด้วย ทั้งยังมีแนวโน้มจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าสูงกว่าคนกลุ่มอื่นถึงสองเท่าอีกต่างหาก

เขาบอกว่า ใครๆ ก็รู้สึกไม่พึงพอใจกับที่ทำงานหรือการทำงานของตัวเองได้ทั้งนั้นแหละ แต่คนที่อยู่ในวัยกลางคน (Mid-life) จะมีความรู้สึกไม่พึงพอใจมากกว่าคนกลุ่มอื่นเล็กน้อยด้วยหลายเหตุผล แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ คนที่อยู่ในวัยนี้รู้สึกว่าตัวเอง ‘ถูกล็อก’ (Locked into) อยู่ในหน้าที่การงานของตัวเอง

สังคมทำให้เรารู้สึกว่า วัยสามสิบกลางๆ เป็นช่วงวัยสุดท้ายแล้วที่จะแสวงหาหรือเปลี่ยนแปลงตัวเอง ยิ่งถ้าไปถึงสี่สิบ ก็สมควรอย่างยิ่งที่ชีวิตจะต้อง ‘ลงตัว’ แล้ว

แต่เชื่อไหมว่า ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตนั้นมันมาถึงเราได้ทุกวัยนั่นแหละครับ จะอายุเท่าไหร่ก็อาจ ‘อยากเปลี่ยน’ ตัวเอง อยากแสวงหาเส้นทางชีวิตที่ทำให้ตัวเองเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ แต่พอถูกขังอยู่ในกรอบมายาคติที่ว่า – อายุมากแล้วไม่ควรเปลี่ยนอะไรอีก สุดท้ายก็เลยจำเป็นต้องกอดงานที่ตัวเองไม่รู้สึกรู้สมอะไรกับมันด้วยไปจนตลอดชีวิต

เมื่ออยู่ ‘กลางอาชีพ’ เราจะรู้ตัวดี ว่าจะก้าวหน้าไปกว่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน รักชอบงานที่ทำอยู่มากแค่ไหน หลายคนอาจรู้สึกว่าตัวเองอยู่ใน ‘ขาลง’ ของงานที่ทำด้วยซ้ำ แต่ครั้นจะปรับเปลี่ยนตัวเองให้ไปทำงานอย่างอื่นก็ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว และต่อให้ตั้งใจทำงาน ก็ดูเหมือน Career Path จะไม่เอื้อให้ ไม่มีตำแหน่งงานเอาไว้รองรับ และเด็กรุ่นหลังๆ ก็เริ่มแสดงฝีมือข้ามหัวข้ามห้วยกันมามากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ หลายคนที่เข้าข่าย Mid-Career Crisis จึงรู้สึกขมขื่นกับการทำงานของตัวเองมาก 

Howard Stevenson อาจารย์จาก Harvard Business School เคยบอกว่า “การมีประสบการณ์การทำงาน 20 ปี กับการมีประสบการณ์การทำสิ่งเดิมซ้ำๆ 20 ครั้ง ในหนึ่งปี ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน”

เขาหมายถึงว่า หลายคนต้องทำงานเดิมๆ ซ้ำๆ มาเป็นเวลานาน และพบว่าตัวเองไม่ได้เติบโตไปไหนเลย ไม่ว่าจะในด้านความพึงพอใจกับงาน รายได้ หรือการได้รับความยอมรับนับถือ มันเหมือนวิ่งชนกำแพงครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อจะพบว่าตัวเองไม่มีวันมีเรี่ยวแรงจะปีนข้ามกำแพงนี้ไปได้อีกแล้ว

สำหรับคนที่ไม่อยากดิ้นรนต่อสู้อะไรอีกต่อไป ที่สุดก็อาจกลายสภาพไปเป็น Deadwood ในที่ทำงาน กลายเป็นคนหมดไฟที่อยู่ไปวันๆ รอคอยวันสุดท้ายของการทำงาน ไม่ว่าจะสามารถอยู่ไปได้จนเกษียณหรือถึงวันสุดท้ายของชีวิตจริงๆ โดยมีสิ่งชุบชูใจคือวันหยุดและงานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่รู้ว่าจะตอบสนองต่อเป้าหมายในชีวิตของตัวเองอย่างไรได้อีก

ฮารูกิ มุราคามิ เรียกอาการแบบนี้ว่า ‘ไซบีเรียนซินโดรม’ เหมือนกับคุณคือชาวนาแห่งไซบีเรียที่แต่ละวันได้แต่ขุดดิน ปลูกพืชผล รอคอยให้มันเติบโต มองดูเงาทอดยาวไปบนผืนดินเปล่าร้างนั้น วันแล้ววันเล่า วันแล้ววันเล่า เพียงเพื่อจะล้มตัวลงนอนตายในวันสุดท้ายของชีวิต โดยไม่มีใครจดจำอะไรในตัวคุณได้ เพราะกระทั่งตัวคุณเองก็ยังไม่อยากจดจำตัวเอง ไม่อยากจดจำชีวิตทั้งชีวิตของคุณเลย

เป็นช่วงเวลาแบบนี้นี่แหละครับ ที่หลายคนลุกขึ้นมา ‘เปลี่ยน’ ตัวเอง!

ทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์อย่าง แอนดรูว์ ออสวอลด์ (Andrew Oswald) และ เดวิด บลานช์ฟลาวเวอร์ (David Blanchflower) บอกว่าชีวิตของคนวัยกลางอาชีพนั้นจะมีกราฟเป็นรูปตัว U คือเมื่อมาถึง Mid Career แล้ว ทุกอย่างจะตกต่ำดำมืดไปหมด แต่ถ้าผ่านไปได้ ทุกอย่างก็จะเชิดหัวสูงขึ้นอีกครั้งในวัยห้าสิบหรือหกสิบ

หลายคนเชื่อว่า ที่กราฟต่ำลงนั้น เป็นเพราะความคาดหวังต่อชีวิตของเรามาถึงทางตัน นักเศรษฐศาสตร์อีกคนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยซูริค คือ ฮันเนส ชวานต์ (Hannes Schwandt) อธิบายว่าสมัยที่ยังเป็นหนุ่มสาว เรามักจะวาดฝันอนาคตของเราเอาไว้ใหญ่โตเกินจริง (เช่น จะร่ำรวย จะโด่งดังมีชื่อเสียง ฯลฯ) ซึ่งก็คงรู้กันอยู่นะครับว่าคนที่จะเป็นอย่างน้ันได้มีน้อยกว่ามาก และวัยที่จะทำให้เราตระหนักถึงกำแพงของเราเอง ก็คือวัยสี่สิบนี่แหละ 

แต่พอเราไปถึงวัยห้าหรือหกสิบ เราจะเริ่มคาดหมายถึงความสุขในอนาคตน้อยลง และไม่ใช่น้อยลงเฉยๆ แต่น้อยลงแบบเกินจริงด้วย ดังนั้น เราจึงกลับมีความสุขกับความเป็นจริงมากกว่า มีการศึกษาทางสมองพบว่า เมื่อคนเราอายุมากขึ้น เราจะไม่ค่อยสนใจภาพถ่ายในเชิงลบ แต่จะหันไปโฟกัสกับภาพถ่ายในเชิงบวกมากกว่า

เมื่อไม่นานมานี้ สถาบันวิจัยความสุขแห่งโคเปนฮาเกน (Happiness Research Institute) ได้ทำสำรวจคนทำงานชาวเดนมาร์ค 2,600 คน จากงานทุกรูปแบบ เพื่อดูว่าความสุขหรือความพึงพอใจในการทำงานของแต่ละคนมาจากไหน

สิ่งแรกสุดที่ทำให้คนมีความสุขกับการทำงานก็คือ ‘เป้าหมาย’

เป้าหมายในที่นี้ไม่ใช่ KPI หรือยอดขายอะไรทำนองนั้นนะครับ แต่คือ Sense of Purpose หรือความรู้สึกว่าตัวเราเองนี่แหละที่มีเป้าหมาย เป้าหมายจะทำให้สิ่งที่เราทำอยู่มีความหมายเต็มเปี่ยม เราจึงพร้อมจะลุกขึ้นมาทำสิ่งนั้นในทุกเช้าโดยไม่รู้สึกว่าเป็นการ ‘ทำซ้ำๆ’ 

สิ่งที่สองที่ทำให้คนมีความสุขในการทำงานก็คือ นายงานที่ดีและมีคุณภาพ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เราจะอยากทำงานกับคนเก่งและเข้าใจตัวเรา 

นักจิตวิทยาอธิบายว่า ความต้องการ ‘เป้าหมาย’ ในการทำงานของเรานั้นเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเรามาถึงวัยกลางคน เพราะถึงตอนนี้ เราจะไม่ค่อยสนใจเรื่องการสร้างครอบครัว การซื้อบ้าน การสะสมเงินทองสักเท่าไหร่แล้ว เพราะเรื่องเหล่านี้น่าจะมีมากพอสมควรแล้ว แต่สิ่งที่เราสนใจมากขึ้นก็คือ สิ่งที่เราทำนั้นมันมี ‘ความหมาย’ กับชีวิตจริงหรือเปล่า

เป็นช่วงเวลาอย่างนี้แหละครับ ที่หลายคน ‘เพิ่ง’ ค้นพบว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้อยากทำมาชั่วชีวิต แต่จำเป็นต้องทำเพราะมันมีค่าตอบแทนที่ดี และพร้อมกันกับที่คนรุ่นสี่สิบปรายตามองคนรุ่นยี่สิบ พวกเขาก็เห็น ‘วิธีมีชีวิต’ แบบใหม่ๆ ที่เป็นอิสระมากขึ้น แม้มั่นคงน้อยลง แต่พวกเขาก็ไม่รู้สึกกลัวมากนัก เพราะในวัยสี่สิบ พวกเขาได้สั่งสมทั้งทุนรอน ชื่อเสียง และคอนเน็คชั่นมาบ้างแล้วพอสมควร ดังนั้น กลุ่มคนที่ไม่ Engage กับองค์กร จึงเริ่มมีการตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตอิสระมากขึ้น

แต่ปัญหาของหลายสังคม (โดยเฉพาะสังคมแบบเก่า) ก็คือ สังคมไม่ได้สร้างงานมารองรับคนเหล่านี้ พวกเขาไม่ใช่ Digital Native จึงงไม่ได้เข้าใจโลกออนไลน์ใบใหม่มากพอจะขันแข่งกับคนรุ่นใหม่ไปเลย การอยู่กับองค์กรมานานๆ ทำให้ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการทำธุรกิจของตัวเอง นั่นจึงทำให้หลายคนลังเลใจ และเลือกที่จะ Disengage อยู่ในองค์กรเหมือนเดิม

คำแนะนำหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนบอกไว้ก็คือให้ ‘กระโจนก้าวเล็กๆ’ นั่นคือไม่ได้กระโดดจากอาชีพหนึ่งไปหาอาชีพใหม่ที่ตัวเองไม่คุ้นเคยเลยทันที แต่ลองหาตัวเชื่อมจากสิ่งที่ทำอยู่ไปสู่สิ่งใหม่ดูบ้าง 

แน่นอน ทั้งหมดนี้คือความเสี่ยง แต่ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็น Deadwood กำลังรู้สึกไม่ Engage กับงานที่ทำ บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่คุณต้องพิจารณาว่า คุณจะ ‘สร้างตัวตนใหม่’ (Reinvent) ขึ้นมาได้อย่างไร

ไม่มีใครบอกว่านี่เป็นเรื่องง่ายไร้ความเสี่ยง แต่คือสิ่งที่หลายคนตัดสินใจเลือก เพื่อปลดตัวเองออกจากพันธนาการของ Mid-Career Crisis ที่มักมาพร้อมกับ Mid-Life Crisis

และมันหนักหนาเกินจะทานทน

Advertisements