ระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับผู้สร้างสรรค์ อะไร ‘ใหญ่’ กว่ากัน

คุณมาซาโนบุ สุกัตสุเกะ บรรณาธิการชื่อดังแห่งญี่ปุ่น เคยบอกเอาไว้เมื่อคราวมาบรรยายในหัวข้อ The Future of Editting ที่ TCDC ว่า สมัยก่อน, สมการระหว่างผู้สร้างสรรค์กับงานสร้างสรรค์คือ

Creator < Creation

นั่นแปลว่าตัว ‘งาน’ จะยิ่งใหญ่กว่าผู้สร้างสรรค์งาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่นโมนาลิซ่ากับลีโอนาร์โด ดาวินชี หรือกวีดังเต้กับ The Divine Comedy หรือแม้กระทั่งของไทย ขุนช้างขุนแผนก็ ‘ใหญ่’ กว่าผู้เขียน (ซึ่งปัจจุบันบอกไม่ได้แน่นอนด้วยซ้ำว่าเป็นใครบ้าง ได้แต่เดาสำนวนกันไปมา) หรือพระอภัยมณีก็เป็นที่จดจำมากเสียยิ่งกว่าสุนทรภู่

แต่ในโลกยุคปัจจุบัน คุณมาซาโนบุบอกว่า เราจะเห็นปรากฏการณ์แบบใหม่ที่เขียนเป็นสมการได้ว่า

Creator > Creation 

นั่นคือ ‘ตัวตน’ ของผู้สร้างสรรค์ผลงานนั้น กลับกลายมา ‘ใหญ่’ กว่าตัวผลงานได้ด้วยเหมือนกัน ทั้งนี้ก็เพราะโลกออนไลน์ยุคใหม่นั้น ทำให้ตัวผู้สร้างผลงานเข้าถึงได้ง่ายกว่า และผู้สร้างผลงานจำนวนมากก็ได้ทำให้ชีวิตของตัวเองกลายเป็นงานศิลปะไปด้วย ผู้คนจึงติดตาม ‘ตัว’ ของผู้สร้างสรรค์ จนผู้สร้างสรรค์อาจ ‘ใหญ่’ กว่าผลงานก็ได้

ฟังคุณมาซาโนบุแล้วทำให้ผมนึกถึงประโยคโด่งดังอย่าง-นักเขียนตายแล้ว, ซึ่งที่จริงเกิดข้ึนในยุคที่ยังไม่มีสื่อออนไลน์ ถ้ายกตัวอย่างเฉพาะคนเขียนหนังสือ เราจะพบว่าผู้เขียนเมื่อเขียนแล้วก็ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่อะไรในตัวอักษรที่เป็น ‘เรื่องเล่า’ ของตัวเองอีก มนัส จรรยงค์ ไม่ได้มีตัวตนอยู่ในเรื่องสั้นของตัวเอง เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ ก็ไม่ได้อยู่บนเรือลำนั้นกับชายชราผู้ต่อสู้กับปลาเมอร์ลิน

พวกเขาเป็นเพียงผู้ ‘สร้าง’ สรรพสิ่งในเรื่องเหล่านั้นขึ้นมา แต่เมื่อสร้างขึ้นแล้วก็จากไป ไม่ได้อ้อยอิ่งคอยดูความเป็นไปอยู่ในเรื่อง

นักเขียนจึง ‘ตาย’ ไปจากเรื่องเล่าของตัวเองด้วยอาการเรียบง่ายและสามัญธรรมดาที่สุด นั่นคือพวกเขาได้เดินออกจากเรื่องไปเงียบๆ ถึงแม้จะอยากตามไปดูความรู้สึกหรือความเห็นของผู้อ่านก็ทำไม่ได้ เพราะนักเขียนไม่สามารถมองลอดหน้ากระดาษขึ้นมายังสีหน้าและแววตาของผู้อ่านได้ งานจึงยังอยู่ ในขณะที่ผู้สร้างสรรค์งานได้จากไปตลอดกาล ทิ้งการตีความทั้งหลายเอาไว้ให้เป็นภาระของผู้เสพเท่านั้น

แต่ในโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะโลกในเฟซบุ๊ค วิถีที่ว่านี้กลับตาลปัตรเปลี่ยนข้างไป 

ทุกครั้งที่เราเขียนสเตตัสเฟซบุ๊ค เราไม่เคยปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ เราไม่ได้ปล่อยให้ตัวเรา ‘ตาย’ ไปจากความเห็นหรือเรื่องเล่านั้นๆของเรา เมื่อกด send ไปแล้ว เราจะเวียนกลับมาดูมันใหม่ บางคนก็ถึงขั้นจับจ้องมองดูมันอยู่ตลอดเวลา ว่าใครจะมากดไลค์ไหม ใครจะแสดงความคิดเห็นอย่างไร เพื่อจะย้อนกลับมา ‘แสดง’ ความคิดเห็นต่อเนื่องตอบโต้กันไป ไม่ว่าจะเป็นแง่บวกหรือลบ

ดังนั้น ผู้คนที่เขียนสเตตัสเฟซบุ๊คจึงไม่เหมือนคนเขียนหนังสือยุคก่อนที่ไร้ทางเลือก ต้อง ‘ตาย’ ไปจากหน้ากระดาษของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่คนรุ่นใหม่เหล่านี้มีความสามารถในการ ‘ฟื้นคืนชีพ’ มาโต้เถียง หรือแม้กระทั่ง edit post ของตัวเองเพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องเล่าเหล่านั้นได้อีกด้วย

Creator ในโลกยุคใหม่จึงไม่เคยตาย!

เมื่อพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ลมหายใจของพวกเขาจึงยังเต้นเร่า กองไฟแห่งชีวิตยังโลดแล่น ความคิดเห็น ความรู้สึก ความสะเทือนใจ ความดีใจเสียใจ และอารมณ์ต่างๆนานาจึงยังคงปะทุ

Creator จึงใหญ่กว่า Creation ของตัวเอง และหลายหนก็ได้กลายไปเป็นศิลปะจัดวางในตัวของมันเอง และอีกหลายครั้งยิ่งกว่า ที่ ‘ความสามารถในการตาย’ ไปจากงานของตัวเองนั้น ได้เสื่อมถอยลง

คุณเคยสงสัยบ้างไหม ว่าความสามารถในการมีชีวิตอยู่ของ Creator รุ่นใหม่ กับความสามารถในการตายไปจากงานของตัวเองของ Creator รุ่นเก่าก่อนโน้น อย่างไหนทำให้เรามีความสุขกับชีวิตได้มากกว่ากัน

บางทีมันอาจเป็นความสุขคนละประเภทกันก็ได้

 

Advertisements