Deaf Culture : ไม่ได้ยินไม่ใช่ความพิการ

 

1

คุณเคยได้ยินข่าวนี้ไหม

หญิงรักหญิงที่หูหนวกคู่หนึ่งอยากมีลูก แต่พวกเธอไม่ได้อยากมีลูกแบบไหนก็ได้

พวกเธออยากมีลูกที่หูหนวกเหมือนกันกับพวกเธอ ดังนั้น สิ่งที่พวกเธอทำจึงคือการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อช่วย ‘ออกแบบ’ เด็กที่เกิดมาแล้วหูหนวก เพื่อจะได้รับเลี้ยงเป็นลูก

ได้ยินเรื่องน้ีแล้วคุณคิดอย่างไร

ใช่-ผมรู้ว่าคุณคงคิดว่า-ผิดศีลธรรม, แย่มาก, เลวร้าย ฯลฯ ใช่ไหม

แต่เราลองมาพิจารณาเรื่องนี้กันให้ละเอียดสักหน่อยดีไหมครับ 

 

2

ในปี 2002 คู่รักเลสเบี้ยนคู่หนึ่งซึ่งหูหนวก อยากมีลูกที่ก็หูหนวกเหมือนกัน พวกเธอจึงใช้วิธีเลือกผู้บริจาคสเปิร์ม (ซึ่งเป็นเพื่อนของพวกเธอเอง) ที่มีประวัติในครอบครัวว่าหูหนวกกันมาแล้วถึงห้าชั่วคน 

ที่จริงก่อนหน้านี้ คู่รักคู่นี้เคยมีลูกสาวหูหนวกที่เกิดจากสเปิร์มของผู้บริจาครายเดียวกันนี้มาแล้ว แต่ไม่ได้เป็นข่าวโด่งดังอะไร กระทั่งอยากได้ลูกคนที่สอง จึงเกิดเป็นข่าวขึ้นมา

ต้องบอกคุณก่อนว่า ชารอน ดูเชสเนีย (Sharon Duchesneau) และแคนดี้ แม็คคัลโลห์ (Candy McCullough) ซึ่งเป็นคู่รักเลสเบี้ยนคู่นี้ แม้จะหูหนวก แต่พวกเธอก็มีหน้าที่การงานที่ดีทั้งคู่ ชารอนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ส่วนแคนดี้เป็นนักบำบัดสำหรับหูหนวก (ที่ไม่ได้แปลว่าช่วยให้คนหูหนวกกลับมาได้ยินนะครับ แต่ว่าเป็นนักบำบัดหรือนักจิตวิทยาสำหรับคนที่หูหนวกและมีปัญหาต่างๆในชีวิต) ทั้งคู่อยู่ด้วยกันมานานกว่า 10 ปีแล้ว และอยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบขึ้นด้วยการมีลูกด้วยกัน

ชารอนบอกว่า ลูกที่มีความสามารถในการได้ยินถือเป็นพรอย่างหนึ่ง แต่ลูกที่หูหนวกนั้น ต้องถือว่าเป็น ‘พรพิเศษ’ ขึ้นไปอีกขั้น

ทำไมเธอถึงบอกอย่างนี้

ต้องบอกคุณกันไว้ตรงนี้ก่อนนะครับ ว่าในโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรมหนวก’ หรือ Deaf culture อยู่ด้วย

ผมเขียนคำว่า Deaf culture โดยใช้ D ตัวใหญ่ แต่ C ตัวเล็ก เพื่อเน้นว่านี่คือ ‘วัฒนธรรม’ อีกแบบหนึ่งที่สำคัญ คนที่อยู่ใน Deaf culture นั้นเชื่อว่าอาการหูหนวกไม่ใช่ความ ‘พิการ’ อะไรเลย มันเป็นแค่ความแตกต่างอย่างหนึ่งเท่านั้น คนที่หูหนวกสามารถมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีทัดเทียมกับคนอื่นๆในสังคมได้ พวกเขาสามารถรวมกลุ่มกัน มีชีวิต มีความคิด ความเชื่อ สร้างสรรค์งานศิลปะ ให้คุณค่า สร้างชุมชน และทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตขึ้นมาได้เหมือนกับคนอื่นๆ เพียงแต่ความคิดความเชื่อและคุณค่าที่พวกเขาต้องการให้แตกต่างออกไปก็เท่านั้น

คนที่อยู่ในชุมชนหูหนวกมองว่า อาการหูหนวกเป็นเพียงประสบการณ์การรับรู้โลกที่ไม่เหมือนคนอื่นเท่านั้น แต่ไม่ใช่สิ่งที่ ‘ด้อย’ กว่าแต่อย่างใด พวกเขาจึงเรียกอาการของตัวเองว่า Deaf ด้วย D ตัวใหญ่ (ไม่ใช่ deaf) เพื่อขับเน้นว่านี่ไม่ใช่ความบกพร่อง แต่เป็นตัวตนอย่างหนึ่งของพวกเขา

บอกไปคุณอาจไม่เชื่อก็ได้ ว่าในสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษนั้น Deaf Culture แข็งแรงมากถึงขนาดที่มี ‘ตลกหูหนวก’ หรือ Stand Up Comedian ที่เป็นคนหูหนวกและแสดงเพื่อคนหูหนวกโดยเฉพาะ ‘มุกตลก’ ที่พวกเขาเล่นกันนั้น คนที่ถือว่าตัวเอง ‘หูดี’ อาจรู้สึกเหมือน ‘ถูกกระทบกระเทียบ’ (offended) ด้วยซ้ำไป เช่น จอห์น สมิธ นักแสดงตลกที่เรียกว่าตัวเองเป็น Deaf comedian เคยเชิญผู้ฟังขึ้นไปร่วมสนุกบนเวที แต่เลือกเชิญเฉพาะคนที่ศีรษะล้านเท่านั้น 

เมื่อผู้ฟังขึ้นไปบนเวทีแล้ว เขาถามผู้ฟัง (แน่นอน-เป็นการถามด้วยภาษามือนะครับ) ว่า “ทำไมพวกคุณถึงศีรษะล้าน”

ผู้ฟังตอบว่า “ก็พอเราอายุมากขึ้น ผมของเราก็ร่วงไง”

จอห์น สมิธ ตอบกลับด้วยมุกตลกว่า “ไม่ใช่หรอก แต่เป็นเพราะตอนที่คุณเรียนอยู่ในโรงเรียน เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกคุณพยายามจะพูดออกมา ครูจะตรงเข้ามาแล้วตบหัวคุณต่างหากเล่า!”

ฟังแล้วคุณอาจไม่รู้สึกว่าตลกอะไร หรือบางคนอาจจะไม่เข้าใจด้วยซ้ำก็ได้ แต่นัยที่แฝงเร้นอยู่ก็คือ การ ‘พูด’ (แทนที่จะใช้ภาษามือ) เป็นเรื่องที่ต้องหยามเหยียด คือเป็นเรื่องไม่สมควร เรื่องแบบนี้เลยเป็น ‘ตลกล้อเลียนคนหูไม่หนวก’ เป็นมุกตลกในหมู่คนที่หูหนวกแบบที่ถือว่าตัวเองอยู่ใน Deaf community แบบที่สะกดโดยใช้ D ตัวใหญ่

จะเห็นว่า คนที่อยู่ใน Deaf community นั้น มีความภาคภูมิใจในอาการหูหนวกของตัวเองนะครับ พวกเขาไม่รู้สึกว่านี่เป็นข้อบกพร่อง เพราะฉะนั้น คนอื่นๆก็ไม่ควรเห็นแบบนั้นด้วยเช่นกัน

ชารอนกับแคนดี้นั้นเป็นคนหูหนวกที่อยู่ใน Deaf community แบบนี้มาทั้งชีวิต พวกเธอใช้ภาษามือ อยู่ในแวดล้อมของผู้คนที่ใช้ภาษามือ มีมุกตลก เรื่องเล่า วัฒนธรรม วิธีคิด และวิถีชีวิตแบบคนใน Deaf community เพราะฉะนั้น พวกเธอจึงไม่อยากให้ลูกต้องเกิดมาเป็น ‘คนนอก’ ที่ไม่อาจเข้าใจแม่ๆของเธอและคนใน Deaf community ได้อย่างลึกซึ้ง

คำถามก็คือ-พวกเธอ ‘ผิด’ ไหม

 

3

เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ทำให้เกิดเทคนิคที่เรียกว่า Preimplantation Genetic Diagnosis หรือ PGD ซึ่งสามารถนำเอาไข่และสเปิร์มมาผสมกันในหลอดแก้ว เพื่อให้เกิดเป็นตัวอ่อนขึ้นมา 

ตัวอ่อนที่เกิดในหลอดแก้วนี้ สามารถ ‘คัดกรอง’ ได้ ว่าจะให้เกิดมามีพันธุกรรมแบบไหน ซึ่งในตอนแรกๆ ก็คิดกันว่าน่าจะเป็นเทคนิคที่ช่วยคัดกรองเด็กที่มี ‘ความบกพร่อง’ ทางร่างกายบางอย่างออกไป

แต่คำถามก็คือ แล้วถ้าสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น ‘ความบกพร่อง’ ในสายตาแบบหนึ่ง ทว่าไม่ถูกมองว่าเป็น ‘ความบกพร่อง’ ในสายตาอีกแบบหนึ่งเล่า เราจะใช้เทคนิค PGD เพื่อคัดกรองเด็กให้มีลักษณะดังกล่าวได้หรือไม่

ทำไมการคัดกรองให้เด็กมีลักษณะบางอย่าง (เช่น หูได้ยินเสียง) ถึงถือกันว่า ‘ดี’ และ ‘ควรทำ’ มากกว่าเล่า โดยเฉพาะถ้าเด็กคนนั้นต้องถูกเลี้ยงดูให้อยู่ใน Deaf community ไปจนโต

นั่นคือคำถามสำคัญ

 

4

Deaf culture (ที่สะกดด้วย D ตัวใหญ่) อาจเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจได้ยากอยู่สักหน่อย เพราะคนอื่นๆมักจะมองว่าอาการหูหนวกเป็น ‘ความบกพร่อง’ ทางร่างกายบางอย่าง ซึ่งนั่นส่งผลไปถึงการออกนโยบายสาธารณะทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับคนหูหนวกด้วย เช่น มีการล็อบบี้ในแบบที่เรียกว่า oralist lobby หรือเป็นการล็อบบี้ของคนหูไม่หนวกที่เห็นว่าอาการหูหนวกเป็นความบกพร่อง จึงต้องพยายามคิดนโยบายต่างๆที่อาจดูเหมือน ‘ช่วย’ คนหูหนวก แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการมองว่าอาการหูหนวกนั้นบกพร่องอยู่ลึกๆ

นั่นทำให้คนหูหนวกที่ภูมิใจกับความหูหนวกของตนจำนวนหนึ่งตั้งคำถามกลับว่า แล้วทำไมคนอื่นถึงต้องการให้พวกเขาได้ยินด้วยเล่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องรักษาตัวก็ได้น่ีนา พวกเขาไม่จำเป็นต้องได้ยินเสียงอะไรเลยก็ได้ไม่ใช่หรือ ถ้าพวกเขาสามารถ ‘อยู่’ ในชุมชนของคนที่เป็นแบบเดียวกัน และสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับพวกเขาขึ้นมาได้ ก็คือสิ่งที่พึงปรารถนาสำหรับพวกเขาแล้ว

ในกรณีของชารอนกับแคนดี้ ที่ต้องการจะ ‘คัดกรอง’ ลูกที่หูหนวก หลายคนตั้งคำถามกลับไปว่า ถ้าหากพ่อแม่ผิวขาวแล้วอยากได้ลูกผิวขาว หรือพ่อแม่ผิวดำอยากได้ลูกผิวดำ ทำไมไม่มีใครตั้งคำถามกับพวกเขาบ้างว่าผิด เพราะกระทั่งผิวดำผิวขาวก็ไม่ใช่แค่ผิว แต่คือ subculture ที่ซ่อนอยู่ข้างในสีผิวอีกชั้นหนึ่ง มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องการเลี้ยงดูลูกเท่าน้ัน แต่คือการ ‘ถูกเลี้ยงดู’ ให้เติบโตขึ้นมาใน ‘วัฒนธรรม’ ที่แตกต่างกัน โดยมีพื้นฐานสำคัญคือปัจจัยทางร่างกายที่ทำให้สามารถเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมเหล่านั้นหรือผูกพันกับวัฒนธรรมเหล่าน้ันได้หรือไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ Deaf culture จึง ‘ท้าทาย’ ความคิดความเชื่อในโลกของคนที่สามารถได้ยินอย่างยิ่ง

และชวนให้เราคิดถึงเรื่องอื่นๆในชีวิตด้วย ว่าเราได้ ‘ตีกรอบ’ อะไรไว้กับวิธีคิดของเราบ้างหรือเปล่า?

Advertisements