อยู่ๆ ก็หยั่งรู้!

ครั้งหนึ่ง นิโคลา เทสลา ผู้คิดค้นกระแสไฟฟ้าสลับ (หรือไฟ AC) ซึ่งเป็นกระแสไฟฟ้าแบบที่เราใช้ตามบ้านกันอยู่ในปัจจุบัน เกิดล้มป่วยหนักขณะเดินทางไปบูดาเปสต์

เมื่อเขาเริ่มฟื้นตัวขึ้น เพื่อนคนหนึ่งของเทสลา คือ แอนโธนี ซิเกตี้ (Anthony Szigeti) พาเขาไปเดินเล่นในยามตะวันชิงพลบ เพื่อหวังจะให้เขาได้รับอากาศบริสุทธิ์และแสงแดดอ่อนยามมเย็น

การเดินเล่นนั้นเกิดขึ้นหลายครั้งในระหว่างนั้นระหว่างการเดินไปอย่างไร้จุดหมายปลายทางไม่เร่งร้อนผ่อนคลายและสบายใจเพราะใกล้จะฟื้นจากอาการเจ็บป่วยนั้นเองเทสลาก็เกิดหยั่งรู้ขึ้นมาถึงเรื่องราวของการหมุนสนามแม่เหล็กซึ่งกลายมาเป็นหมุดหมายเริ่มต้นของการคิดค้นไฟฟ้ากระแสสลับอันมีคุณูปการใหญ่หลวงต่อโลกมาจนถึงทุกวันนี้

ผู้คนมากมาย นับตั้งแต่บีโธเฟนจนถึงแวนโก๊ะ ตั้งแต่คานเย เวสต์ จนถึงเกอเธ่ ล้วนแล้วแต่เกิดประกายความคิดบางอย่างขึ้นเมื่อพวกเขาไม่ได้คิด เมื่อพวกเขาอยู่ในสภาวะผ่อนคลายไหลเลื่อน สบายใจ และรื่นรมย์ไปกับการเลื่อนไหลของจักรวาล เมื่อเขาปล่อยให้ Mind ของตัวเองได้ Wander (ตามสำนวนของฝรั่งที่ว่า let your mind wanders)

นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไอน์สไตน์ชอบเล่นไวโอลิน เขารักโมซาร์ตเป็นพิเศษ เพราะดนตรีของโมซาร์ตนั้นเป็นดนตรีเพื่อดนตรี ไม่ใช่ดนตรีที่ครอบงำหรือพยายามสร้าง ‘ภาพ’ หรืออารมณ์บางอย่างขึ้นจากเสียงเหมือนดนตรีของคีตกวียุคหลัง และไม่ได้เคร่งครัดเคร่งขรึมนำพาสู่พระเจ้าจนสูงสง่าเหมือนดนตรีในยุคบาโรค แต่โมซาร์ตมีความเป็นเด็กอยู่ในดนตรีของเขา เสียงประสานเรียบง่าย แต่ลึกล้ำไปด้วยอัจฉริยภาพแบบเด็กๆ โลดเต้นไปในจินตนาการ

ชิ้นที่สดใสนั้นเหมือนลูกหมาร่าเริงวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งดอกไม้ ส่วนชิ้นที่โศกเศร้าก็ระทมทุกข์ราวกับหยาดน้ำตาที่คลออยู่ในเบ้าตาของเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ คือไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข โมซาร์ตมีความเป็นเด็กแฝงฝังอยู่ในตัวโน้ตของเขาเสมอ

นั่นเองคือความลับของไอน์สไตน์เพราะโมซาร์ตพาเขาเข้าไปถึงดินแดนอันเยาว์วัยที่ผู้ใหญ่ทั่วไปเดินทางไปไม่ถึง

ดินแดนแห่งนั้นซุกซ่อนอยู่ด้วยประกายเจิดจ้าแห่งความคิดใหม่ตรงนั้นตรงนี้ รอคอยให้ผู้คนได้แวบเห็นจากหางตา ในช่วงเวลาที่พวกเขาผ่อนคลายถึงขีดสุด

แต่ชีวิตยุคใหม่ไม่เอื้อให้เราได้เดินทางเข้าไปยังดินแดนแห่งนั้นบ่อยครั้งนัก ความร้อนเร่งทำให้สมองของเราไม่ได้ผ่อนพัก ไม่ได้ปล่อยตัวเองให้นั่งเฉยๆ ในค่ำคืนที่มืดมิด เพ่งมองเข้าไปในอนธกาลแห่งความคิด ในดินแดนที่เราไม่รู้จัก ได้อยู่ลำพัง สนทนากับความคิดของตัวเอง เฝ้าสังเกตมัน มองดูและสนุกไปกับการเดินทางของความคิดในแบบที่ไหลเลื่อนไปโดยไม่รู้ตัว

ร้านกาแฟแห่งหนึ่งบนเกาะซานโตรินีริมทะเลกรีซติดป้ายระบุบอกเอาไว้ว่านี่คือร้านกาแฟของนักฝันกลางวัน For Daydreamers ขอบฟ้าของเมดิเตอร์เรเนียนฟุ้งกระจายคล้ายความฟุ้งซ่านการนั่งอยู่ตรงนั้นเบื้องหน้าถ้วยกาแฟกรีกเข้มข้นกับขนมปังและโยเกิร์ตผสมกระเทียมเป็นคล้ายเชื้อเพลิงขับดันผู้คนไปสู่ดินแดนที่ไม่มีอยู่จริงตรงโน้น

ระหว่างฟ้าและน้ำ ระหว่างวันและคืน ระหว่างจันทร์และตะวัน

ผมคิดว่าเรามีเวลาอย่างนั้นน้อยเกินไปเราได้สละสิทธิที่จะอยู่ลำพังสละสิทธิที่จะเดินทางไปในความเงียบสละสิทธิที่จะสบตากับความคิดของตัวเองและสละสิทธิที่จะยิ้มน้อยๆให้กับความร่าเริงซุกซนของวัยเยาว์เพื่อตื่นตระหนกไปกับการร่วงหล่นลงไปในหุบเหวที่มองไม่เห็นระหว่างทางแห่งการเติบโตไปสู่ความตายความกังวลใจเป็นเรื่องจำเป็นต่อการอยู่รอดของเรา แต่ก็มีบางครั้งเช่นกัน ที่เราอาจล่มสลายไปกับความพยายามอยู่รอดนั้น หากเราไม่สละความกังวลใจทิ้งไปแล้วปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปแสนไกล…เสียบ้าง


เคยมีงานวิจัยชื่อ Give your Ideas Some Legs : The Positive Effect of Walking on Creative Thinking ของ Marily Oppezzo กับ Daniel Schwartz แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Experimental Psychology บอกว่าคนที่เดินหรือเดินเล่นเป็นประจำทุกวัน จะมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์สูงกว่าคนที่ไม่เดิน และคนที่ออกไปเดินกลางแจ้ง จะมีจินตนาการที่สดใหม่กว้างไกลกว่าคนที่เดินอยู่บนเครื่อง


Advertisements