คนเราสามารถใช้ทั้งชีวิตเพื่อรอคอยคนคนเดียวได้ขนาดนี้จริงหรือ

ใกล้เดือนตุลาคมแล้ว เลยหยิบหนังสือ ‘หยดหนึ่งในกระแสธาร’ ของ ฤดี เริงชัย ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ 6 ตุลา มาอ่านซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

ได้เจอเรื่องหนึ่งซึ่งต้องเคยอ่านไปแล้วแต่จำไม่ได้ เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เลย แต่เป็นเสมือนบทเกริ่นช่วงต้นๆ เมื่อผู้เขียนเล่าถึงคุณตาของตัวเองซึ่งแต่งงานกับคุณยายใหญ่ (แม่ของผู้เขียนคงเป็นลูกของภรรยาอื่น) เอาไว้ว่า

“ฉันเคยฟังเรื่องของคุณยายใหญ่มาตั้งแต่เด็ก คุณยายใหญ่เป็นภรรยาแต่ง เป็นลูกสาวคหบดี ครองรักกับคุณตาอยู่ระยะหนึ่งคุณยายใหญ่ก็ทนความเจ้าชู้ของคุณตาไม่ได้จึงออกปากว่า “คุณพี่จะไปไหนก็ไปเถอะ สัก 10 ปีก็ได้ หลังจากนั้นให้กลับมาเป็นของฉันคนเดียว”

“คุณตาจึงออกจากบ้านมา ยิ่งงานของคุณตานั้นต้องเที่ยวออกตรวจราชการตามหัวเมืองต่างๆ ก็ยิ่งเป็นโอกาสให้คุณตาแสวงหาความสำราญตามประสาคนหนุ่มได้เต็มที่ จนที่สุดก็ลืมคุณยายใหญ่เสียสนิท

“คุณตามาระลึกถึงคุณยายใหญ่อีกครั้งเมื่อคุณยายใหญ่ป่วยหนักแล้ว คุณตาไปขออโหสิกรรมจากคุณยายใหญ่โดยพาแม่ไปด้วย สภาพคุณยายใหญ่ที่แม่เล่าให้ฉันฟังน่าเวทนามาก

“คุณยายใหญ่เฝ้ารอการกลับมาของคุณตา 10 ปี 20 ปี พอถึง 30 ปี ก็ป่วยเป็นอัมพาต แต่คุณยายใหญ่ยังเชื่อว่าคุณตาจะกลับมาเอง ไม่ยอมให้ใครไปตาม

“ระหว่างเฝ้ารอ คุณยายใหญ่ปล่อยให้เรือนหอทรุดโทรมผุพังลงไป ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงใดๆ นับจากวันที่คุณตาจากมา จนเมื่อป่วยเป็นอัมพาต หลังคาก็เริ่มรั่ว แต่คุณยายใหญ่ไม่ยอมเปลี่ยนหลังคา

“ภายหลังน้ำฝนรั่วมากจนมาถึงบริเวณที่นอนของคุณยายใหญ่ จึงยอมให้หลานเปลี่ยนหลังคาเฉพาะบริเวณที่นอนนั้น ทั้งนี้เพื่อรักษาสภาพบ้านคงเดิม เพื่อเฝ้ารอคุณตา

“คุณยายใหญ่รอคุณตาอยู่ถึง 40 กว่าปีทีเดียว สุดท้าย ไม่ได้เฝ้ารอเพื่อที่จะครองชีวิตร่วมกัน แต่เฝ้ารอเพื่อที่จะพบหน้าเป็นครั้งสุดท้าย”

อ่านแล้วคิดว่าเป็นเรื่องที่กลายเป็นนิยายได้เลย สะเทือนใจยิ่งกว่านิยายจริงๆ มากนัก แต่ในเวลาเดียวกัน ก็สงสัยว่า – คนเราสามารถใช้ทั้งชีวิตเพื่อรอคนคนเดียวได้ขนาดนี้จริงๆ หรือ

ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ข้างใต้นั้นจะมากมายถึงเพียงไหนกันหนอ

Advertisements