ระหว่าง ‘คนที่มีเงิน’ กับ ‘คนที่รุ่มรวย’

ใครๆก็ชอบพูดกันว่า เงินทองเป็นของนอกกายกันทั้งนั้น แต่เอาเข้าจริง ทุกคนก็ต้องยอมรับนั่นแหละ ว่าเงินทองเป็นของจำเป็นในยุคสมัยที่ผู้คนต่างก็หายใจเข้าออกเป็นการหาเงินเข้าบ้านและเข้าสู่ครอบครัวของตัวเอง

ฟังดูขัดแย้งพิลึก ที่ฟากหนึ่งเราพูดเสมือนว่า เงินทองเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตภายในของเรา แต่ในอีกฟากหนึ่ง เราก็ต้องยอมรับว่ามันมีผลต่อการดำรงอยู่ของเราไม่น้อย

ในบรรดาคำพูดเกี่ยวกับเงินๆทองๆทั้งหลายนั้น ผมชอบคำพูดของคนคนหนึ่งมากที่สุด เปล่าเลย-เธอหาใช่กูรูผู้รู้เรื่องการเงิน การตลาด เศรษฐศาสตร์ หรืออะไรทำนองนั้นทั้งสิ้น

เพราะเธอคือแฟชั่นดีไซเนอร์ และเป็น ‘ตัวแม่’ ของวงการที่กลายเป็นตำนานขึ้นหิ้งไปแล้ว

เธอผู้นั้นคือ มาดามโคโค่ ชาแนล

โคโค่เคยพูดไว้สั้นๆ เก๋ๆ แต่ถ้าตีความให้ลึกซึ้งแล้วละก็ นับว่าเจ็บแสบไปจนถึงทรวงเลยทีเดียว เธอบอกว่า

 


There are people who have money and people who are rich. 


 

แปลเป็นไทยตรงๆก็คือ มีคนที่มีเงินและคนที่ร่ำรวย

ฟังแล้วงงใช่ไหม คนที่มีเงินกับคนที่ร่ำรวยนั้นแตกต่างกันอย่างไรหรือ

เธอกำลังพูดถึงผู้คนที่เป็นลูกค้าและ ‘ตีความ’ งานของเธอแตกต่างกัน ระหว่างคนที่มีเพียง ‘เงิน’ กับคนที่มีความ ‘รุ่มรวย’

เป็นไปได้ว่า ผู้ที่มีเพียงเงินนั้น อาจเผลอคิดไปว่าจะใช้เงินทำอะไรๆก็ได้ทุกสิ่ง แต่หากเป็นคนที่รุ่มรวยอย่างแท้จริงแล้ว คนเหล่านี้จะเห็นคุณค่าของสิ่งทื่ตนจะซื้อหามาใช้อย่างแท้จริง

คำพูดที่เธอกล่าวออกมา จึงเป็นการประชดประเทียดประดาลูกค้าของเธอ ซึ่งหากใครทำงานเป็นดีไซเนอร์หรืองานที่ต้องใช้รสนิยมอย่างเธอ ก็คงรู้ว่าเราเลือกไม่ได้ที่จะมีลูกค้าหลากแบบเข้ามาหา บางคนก็มาพร้อมความเข้าใจในเนื้องาน แต่บางคนก็เข้ามาเพราะคิดว่าฉันมีเงิน ฉันจะซื้อหรือสั่งให้เธอทำอะไรก็ได้

เป็นคนแบบหลังนี้เองที่มีเงิน – แต่กลับไม่ใช่ผู้ที่รุ่มรวย

นั่นอาจเป็นการตีความคำพูดของโคโค่แบบหนึ่ง แต่อีกแบบหนึ่ง เราอาจตีความได้ด้วยว่า ต่อให้เรามีเงินมากมายมหาศาลเพียงใด ก็มิได้แปลว่าเราจะรุ่มรวยได้ และในทางกลับกัน เราสามารถรุ่มรวยได้โดยไม่ต้องมีเงินทองมากมายด้วยซ้ำ

เพราะความรวย, กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว-ก็คือความรู้สึก

คุณเคยเห็นคนมีเงินมากมายที่ยังต้องดิ้นรนทุกข์ทรมานอยู่กับการหาเงินหรือแสวงหาชื่อเสียง เส้นสาย และช่องทางทำเงินใหม่ๆ ไม่รู้จักจบสิ้นและไม่รู้จักพอบ้างไหม

ผมคิดว่าคนแบบนี้มีอยู่มากมายในสังคมของเรา เราพบเห็นคนเช่นนี้อยู่บ่อยๆทุกเมื่อเชื่อวัน พวกเขามีสิ่งต่างๆมากมายในชีวิตที่เกิดขึ้นจากเงิน แต่พวกเขาก็ไม่เคยเพียงพอ พวกเขาต้องการสิ่งของต่างๆเพิ่มขึ้น เพราะคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะเติมเต็มหัวใจของพวกเขาได้

แต่พวกเขาไม่เคยรุ่มรวยเลย

แต่กระนั้น ผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้ใครประมาทกับการใช้ชีวิต คิดว่าตัวเองรวยแล้วเลยไม่ต้องทำงาน แต่ต้องรู้จักหาเงินด้วยวิธีการที่เป็นสัมมาอาชีพ และดูแลตัวเองกับครอบครัวไม่ให้เป็นภาระของใคร โดยไม่โลภมากคิดหาช่องทางเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องอยู่ตลอดเวลา

นั่นก็คือการ ‘ครองตัว’ ให้อยู่บนเส้นทางสายกลางที่ไม่ตึงหรือหย่อนมากเกินไปนั่นเอง

พูดได้ว่า ชีวิตที่เราดำเนินไปนั้น เรากำลัง ‘อยู่กับมาร’ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเย้ายวนยั่ว จนบางครั้งเราก็หลุดออกจากเส้นทางการครองตัวทางการเงินที่ถูกต้องไป บ่อยครั้งทีเดียว เราจึงกลายไปเป็น ‘คนมีเงินที่ไม่ร่ำรวย’ เนื่องจากเราไม่รู้จักพอกับชีวิต

อย่างไรก็ตาม บางคนก็ต้องพบกับปัญหาด้านกลับ เมื่อคนอื่นๆในสังคมทำตัวเป็น ‘คนมีเงินที่ไม่ร่ำรวย’ กันหมด แล้วสูบเอาทรัพยากรต่างๆในสังคมไปใช้ ทำให้หลายคน ‘ถูกทิ้ง’ อยู่กับความไม่พอเพียงจริงๆ ซึ่งเราก็ต้องสำนึกไว้เสมอด้วยว่า เราไม่สามารถบอกคนที่มีรายได้ขั้นต่ำเพียงวันละร้อยกว่าบาทให้เขารู้จักพอกับสิ่งที่มีอยู่ได้ เพราะมันไม่พอจริงๆ

ไม่ใช่เพียงไม่พอกินเท่านั้น แต่ยังไม่พอสำหรับการมีชีวิตอยู่ในฐานะมนุษย์ด้วยซ้ำไป

เราอาจแก้ปัญหาใหญ่ๆเหล่านั้นด้วยตัวเองไม่ได้ แต่เราช่วยเหลือบรรเทาปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยการทำตัวให้เป็น ‘คนรวย’ ที่รู้จักพอ และดูแลตัวเองให้ไม่เกิดปัญหาทางการเงิน

ความรู้จักพอของมนุษย์เรานั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ไม่มีใครเอามาตรฐานความพอไปวัดคนอื่นได้

โดยนัยนี้ จึงไม่มีใครบอกคุณได้ว่าคุณเป็นเพียงคนที่มีเงิน หรือว่าคุณเป็นคนที่ ‘ร่ำรวย’ แล้ว

นอกจากตัวของคุณเอง

 

Advertisements