อย่าสร้างความชอบธรรมให้การข่มขืน

ถ้าในละครหลังข่าว ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือถ่ายทอดความคิดความเชื่อหลักของสังคมไทยนั้น, ยังมีภาพพระเอกข่มขืน (หรือใช้คำว่าปล้ำ) นางเอก แล้วสุดท้ายนางเอกก็ได้กับพระเอก (อย่างที่นักวิชาการหลายคนเรียกว่าเป็นการ Romanticize การข่มขืน) ในขณะที่คนดูก็บิดผ้าเช็ดหน้าบิดหมอนไปด้วย,

แล้วสังคมนี้จะปลอดการข่มขืนได้อย่างไร?

ทุกวันนี้ คำว่า ‘ข่มขืน’ ในทางกฎหมาย มีความหมายกว้างขึ้นกว่าเดิมมาก (สามารถทำความเข้าใจเรื่องข่มขืนตามกฎหมายใหม่ได้ ที่นี่) แต่กระนั้น ถ้าพิจารณา ‘ราก’ ของวิธีคิดในสังคมเกี่ยวกับการข่มขืน เราจะพบว่ามันสลับซับซ้อนอย่างมาก

นอกเหนือจากการสำเร็จความใคร่แล้ว ในสังคมไทย การข่มขืนยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลายอย่าง เช่น ใช้เพื่อ ‘บีบ’ ให้ผู้หญิงต้องยอมตกเป็นของผู้ชายคนนั้น ประมาณว่าเมื่อได้เสียกันแล้วก็จะหันมารักผู้ชายคนนั้นแบบ By Default (อังศุมาลินกับโกโบริเป็นตัวอย่างหนึ่ง ยังมีอีกไม่รู้จักกี่ตัวอย่าง)

นอกจากนี้ การข่มขืนยังถูกนำมาใช้เพื่อแสดงความ ‘เกลียด’ ได้ด้วย มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกทางเพศกับความรุนแรงนั้นเกี่ยวข้องกันในระดับของสมอง

ในหนูตัวผู้ สมองส่วนที่ตัดสินใจว่าจะ ‘ต่อสู้’ หรือ ‘มีเซ็กซ์’ เป็นสมองส่วนเดียวกัน นี่เป็นเรื่องที่ฝังลึกอยู่ในวิวัฒนาการ อารมณ์เพศที่เกิดขึ้นจึงเชื่อมโยงไปถึงการใช้ความรุนแรงอย่างแนบแน่น

ในหลายกรณี การข่มขืนคือเครื่องมือในการแสดง ‘อำนาจ’ เช่น ในสังคมชายเป็นใหญ่ นายจ้างข่มขืนลูกจ้าง หรือในสมัยโบราณ – ท่านเจ้าคุณอาจข่มขืนบริวารในนามของการ ‘ปล้ำ’ ที่ฟังดูเบากว่า

[โดยอาจมีการของตอบแทนต่างๆจนทำให้บริวารอยากขึ้นห้องกับท่านเจ้าคุณเอง ซึ่งถือเป็นเรื่อง ‘ยินยอมพร้อมใจ’ (Consent) ในโครงสร้างที่ไม่เสมอภาค]

และในหลายกรณี การข่มขืนคือเครื่องมือในการแสดง ‘อำนาจด้านกลับ’ เพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความ ‘เกลียด’ ของตนด้วย เช่นความเกลียดชังระหว่างชนชั้น หรือการที่ผู้ร้ายข่มขืนนางเอกเพื่อแก้แค้น ดังที่ปรากฏในนิยายหลายเรื่องเช่นกัน

นอกจากนี้ เราจะเห็นภาพการข่มขืนหมู่แบบเรียงคิว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเกลียดและการใช้การข่มขืนเป็นเครื่องมือของการ ‘ลงโทษ’ อย่างชัดเจน

เพราะฉะนั้น นอกจากพระเอกจะข่มขืนนางเอกเพื่อให้นางเอกรักตัวเองแล้ว ผู้ร้ายก็ยังสามารถข่มขืนนางเอก (หรือตัวละครที่ไม่จำเป็นต้องมีเพศสภาพเป็นหญิง) เพื่อแสดงความเกลียดชังด้วย นั่นคือมีการใช้การข่มขืนเป็น ‘เครื่องมือ’ ได้หลายแบบ

การข่มขืนถูกใช้เป็นเครื่องมือดังกล่าวมายาวนานและฝังรากลึก จนบางคนก็มีวิธีคิดในการสร้างความชอบธรรมให้กับการข่มขืนด้วยซ้ำ เช่นการบอกว่าพฤติกรรมบางอย่างยั่วยุให้เกิดการข่มขืนเอง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวโป๊ เที่ยวกลางคืน กินเหล้าเมา หรือไปนอนค้างอ้างแรมกับเพื่อน (ซึ่งไม่ได้แปลว่าจะอยากให้เกิดการร่วมเพศเสมอไป)

ด้วยเหตุนี้ นอกจากการข่มขืนจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการ ‘ลงโทษ’ ด้วยการกระทำซึ่งหน้าแล้ว ผู้ที่ถูกข่มขืนส่วนใหญ่ยังมักถูก ‘ลงโทษ’ ซ้ำจากสังคมด้วย เช่นในกระบวนการสอบสวนที่ทำให้คนที่ถูกข่มขืนรู้สึกเหมือนถูกข่มขืนซ้ำ เพราะต้องมานั่งเล่าเรื่องให้คนแปลกหน้าเป็นสิบเป็นร้อยคนฟังทุกรายละเอียด

บางคนก็ได้รับผลกระทบอื่นๆหลังถูกข่มขืน เช่นต้องออกจากงาน ถูกซุบซิบนินทา ซึ่งแปลเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากสังคมแบบนั้นได้ ‘ร่วมมือ’ กับผู้ร้ายในการ ‘ข่มขืน’ เหยื่อรายนั้นๆ ซ้ำ โดยในหลายกรณีก็มีลักษณะของการหน้าไหว้หลังหลอก ประณามผู้ร้ายเสร็จแล้วก็มาซุบซิบนินทาเหยื่อให้เห็นบ่อยๆ

ปัญหาเรื่องการข่มขืนจึงไม่ใช่เรื่องเล็กหรือเรื่องระหว่างคนคนหนึ่งกับคนอีกคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาใหญ่ที่รากของมันมีทั้งที่มองเห็น มองไม่เห็น และไม่อยากมองให้เห็น มีรากจากทั้งตัวคน ระบบ โครงสร้าง ชนชั้น และแม้กระทั่งฝังอยู่ในวัฒนธรรมที่เราคิดว่าดีงามของเรา 

Advertisements