Martian หนังสือที่สนุกครึ่งเล่ม

ออกตัวก่อนว่าไม่ได้ชอบอ่านงานแนวไซไฟ แต่พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่บทแรกก็ติดหนึบ จนต้องอ่านให้จบทันที

สิ่งที่ชอบมากในหนังสือเล่มนี้ก็คือการที่ผู้เขียน คือ Andy Weir (ซึ่งน่าจะเป็นเนิร์ดดาวอังคารเนิร์ดอวกาศตัวจริง) เก็บรายละเอียดต่างๆในทางวิทยาศาสตร์มาได้ครบถ้วน (คือจริงๆก็ไม่รู้หรอกนะครับว่าครบถ้วนหรือเปล่า เพราะไม่มีความรู้ แต่ครบถ้วนเพียงพอต่อการดำเนินเรื่อง คือเอาฐานข้อมูลมารับใช้พล็อตได้อย่างลงตัวพอดี)

ช่วงแรกๆ เหมือนพาผู้อ่านเข้าไปอยู่ใน ‘เกม’ คือมีข้อมูลแค่นี้ มีของให้ใช้แค่นี้ มีคุณสมบัติพื้นฐานของตัวละครแค่นี้ แล้วจะเอาทุกอย่างมาผสมผสานกันเพื่อเอาตัวรอดบนดาวอังคารได้อย่างไรบ้าง ช่วงนี้สนุกมาก

ความสนุกเพิ่มขึ้น (ก่อนจะลดลงอย่างรวดเร็ว) เมื่อขยายวงไปถึงการทำงานของคนบนโลกเพื่อช่วยเหลือตัวละครที่ติดค้างอยู่บนดาวอังคาร

ช่วงแรกๆ คลับคล้ายกัน คือต้องคิดถึงข้อจำกัดต่างๆ แล้วนำข้อจำกัดเหล่านั้นมาหาวิธีในการทำงานต่อ โดยส่วนตัวแล้วชอบอะไรแบบนี้มาก เหมือนฆาตกรรมในห้องปิดตาย คือโยนตัวละครเข้าไปอยู่ในเงื่อนไขบางอย่างที่มีขีดจำกัด แล้วผู้เขียนก็พยายามหาทางออกให้ตัวละครเหล่านั้น

น่าเสียดายที่ความสนุกลดลงตั้งแต่ช่วงครึ่งเล่มจนถึงตอนจบ ไม่ใช่เพราะข้อบกพร่องเรื่องข้อมูลหรือวิธีการแบบที่ว่ามาทั้งหมด ตรงนั้นยังคงสนุกอยู่ แต่เป็นในแง่ของงานวรรณกรรม ตัวพล็อตมัน ‘อ่านง่าย’ เกินไป

คือซับซ้อนในเชิงเทคนิค ใช้เวลาอธิบายสิ่งเหล่านั้นมาก (ซึ่งดีมาก ชอบ) แต่ปราศจากความซับซ้อนในความเป็นมนุษย์ของตัวละครทั้งหลาย ทำให้เดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง (จริงๆก็เดาได้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว)

ซึ่งถ้าใส่เข้าไปอีก จะกลายเป็นมหากาพย์ประเภท Lord of the Rings อะไรทำนองนั้นได้ไม่ยากเลย (แต่แค่นี้ก็ต้องชื่นชมกันแล้วนะครับ ว่าผู้เขียนทำการบ้านหนักมากในเชิงเทคนิควิทยาศาสตร์อวกาศ)

จุดเด่นมากๆอีกอย่างหนึ่งคือภาษา โดยเฉพาะการใช้ภาษาของตัวละครหลัก ซึ่งดูมีชีวิตชีวาโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก อ่านแล้วอยากวิเคราะห์ปูมหลัง เพศสภาพ วิธีคิด และที่มาของอารมณ์ขันของตัวละคร ซึ่งน่าจะเป็นงานที่สนุกมากสำหรับนักแสดงที่จะมาเล่นเป็นตัวละครนี้เมื่อสร้างเป็นหนังแล้ว ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็น แม็ตต์ เดมอน นักแสดงคนโปรดของเราคนหนึ่ง โดยมีริดลีย์ สก็อตต์ (ที่กำกับหนังอย่าง Alien ให้ซิกอร์นีย์ วีเวอร์ โด่งดังเมื่อหลายสิบปีก่อน) มาเป็นผู้กำกับ

อ่านแล้วอยากรอดูหนัง แต่เชื่อว่าหนังไม่มีทางใส่ความรู้เชิงเทคนิคได้มากเท่ากับหนังสือ ซึ่งตรงนั้นแหละที่สนุกมากสำหรับเรา ที่กลัวก็คือ หนังอาจจะลดทอนเรื่องนี้ลงแล้วไปเน้นดราม่าตื่นเต้นมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้หนังเจือจางบางเบาลงไปได้

Advertisements