หากไม่มีความเข้าใจ เราก็ไม่มีความรัก

ความรักมีหลายแบบ จริงอยู่, ความรักแบบหนึ่งมักทำให้เราเกิดความรู้สึกว้าวุ่น หม่นหมอง และเป็นทุกข์เมื่อไม่ได้อยู่กับคนที่เรารัก หรือเมื่อคนที่เราคิดว่ารักนั้น ไม่ได้ทำสิ่งต่างๆตามที่เราปรารถนาต้องการ

แต่หากมนุษย์เราจะรักได้อย่างเหมาะสม เราจำเป็นต้องฝึกฝนตัวเองให้รู้จักรักได้อย่างแท้จริง และการฝึกฝนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย

นักวิทยาศาสตร์บอกเราว่า ความรักคืออารมณ์แรงกล้าที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการวิวัฒนาการของสัตว์โลก

เมื่อมองอย่างนี้ ความรักของตัวเราจึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ความรักในความหมายนี้นำพาเอาบรรพบุรุษของเราเข้ามามีส่วนในความรักนั้นด้วย โดยความรักที่เกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการมักพกเอาความหึงหวงอันเป็นอารมณ์แรงกล้าอีกอย่างหนึ่งเข้ามาปนเปไว้ในสมองส่วนที่โบราณที่สุดของเรา

วิวัฒนาการบอกเราว่า เราควรจะสืบเผ่าพันธุ์ของเราต่อไป เราควรจะสืบทอดลักษณะทางพันธุกรรมของเราไปให้คนรุ่นลูก เพื่อให้คนรุ่นลูกสืบทอดลักษณะเหล่านั้นต่อไปโดยหวังว่ามันจะไม่สิ้นสุด

ดังนั้น เมื่อเรารัก เราจึงคาดหวังว่าคนที่เรารักจะรักเราด้วย เพื่อร่วมกันสืบทอดลักษณะทางพันธุกรรมนั้นๆ เพื่อรับประกันความอยู่รอด

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ผู้ชายมักจะหึงทางกาย เพื่อรับประกันว่าผู้หญิงจะไม่ไปมีอะไรกับคนอื่น ทำให้ลักษณะทางพันธุกรรมของตนไม่ได้สืบทอดไป ขณะที่ผู้หญิงมักหึงทางใจ ต้องการความซื่อสัตย์จากผู้ชาย เพราะในยุคที่เรายังเป็นนักล่าหาอาหารในสมัยหิน ผู้หญิงต้องเลี้ยงดูลูก ผู้ชายเป็นฝ่ายหาเลี้ยง ถ้าผู้ชายปันใจให้คนอื่น ส่วนแบ่งในอาหารและการเลี้ยงดูก็จะน้อยลง ลักษณะของความหึงที่ถ่ายทอดมาในผู้หญิง จึงมักเป็นความหึงทางใจ

เรามักเอาความหึงหวงไปปนเปกับความรัก และนำความรักไปปะปนกับมิติทางวัฒนธรรมอื่นๆอีกมาก จนกลายเป็นการผูกมัดรัดรึง และทำให้ความรักกลายเป็นความทุกข์

ความรักมีมิติทางสังคมและประวัติศาสตร์กำกับอยู่มาก ความรักแบบชาวเปอร์เซียนั้นไม่เหมือนความรักของชาวญี่ปุ่น เช่นกันกับความรักของชาวกรีกโบราณก็ไม่เหมือนกับความรักของชาวจีน เพราะแต่ละสังคมมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ และความอุดมสมบูรณ์ของอาหารมาเป็นเครื่องกำกับการให้ความสำคัญกับความรัก

คำว่าความรัก เซ็กซ์ (หรือกาม) และความชอบพอ (หรือฉันทะ) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของปัจเจกเท่านั้น แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไปตามสมุหภาพของบรรพบุรุษของแต่ละคนด้วย

แล้วเราจะเรียนรู้ถึงความรักที่แท้ได้อย่างไรเล่า

ศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นศาสนาแห่งความรักนั้นกล่าวว่าพระเจ้าคือความรัก และสอนให้เรารักศัตรูของเรา

ท่านติชนัทฮันห์ ได้ประยุกต์คำสอนของคริสต์และพุทธแบบเซนเข้าด้วยกัน และบอกเราว่า เพื่อจะรัก เพื่อจะสามารถ ‘มอบ’ ความสุขและความจรรโลงใจให้แก่ผู้อื่นได้นั้น เราจำเป็นจะต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงบุคคลที่เรารัก

เพราะหากเราไม่เข้าใจคนคนนั้นได้อย่างลึกซึ้ง เราก็ไม่อาจรักได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น ความเข้าใจจึงเป็นพื้นฐานของความรัก

หากเราไม่มีความเข้าใจ เราก็ไม่มีความรัก ท่านบอกว่า นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งก็คือคำสอนของศาสนาคริสต์ด้วย

ความรักในแบบนี้จึงคือความสามารถที่จะเข้าใจ ที่จะดูแล ที่จะปกป้องคุ้มครอง และทำนุบำรุงซึ่งกันและกัน

เราไม่ได้พูดถึงความรักที่ยิ่งใหญ่เหนือวิสัยที่ปุถุชนจะทำได้ เราไม่ได้พูดถึงความรักจักรวาลในระดับที่ทำให้อัตตาตัวตนของเราสลายเลือนไป

แต่นี่คือความรักธรรมดาๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันของเรา เป็นความรักที่ถ่องแท้ถึงความเมตตาและการเคารพซึ่งกันและกัน

แน่นอนว่า ความรักเยี่ยงนี้ต้องการการฝึกฝนไปทีละวัน ทีละเล็กละน้อย เหมือนต้นไม้ที่ค่อยๆสั่งสมลำต้น เปลือก และค่อยๆแผ่กิ่งก้านออกไปเพื่อให้ร่มเงาในพื้นที่อันร้อนร้าย

แต่หากเรามองไปเสียแต่ต้นว่า การมีอยู่ของต้นไม้ในผืนดินแล้งไร้ก็รังแต่จะทำให้ต้นไม้ตาย ที่สุดเราก็จะล้มตายไปในความทุกข์นั้นจริงๆ

ฉะนั้น ความรักจึงไม่ใช่เรื่องง่ายหรือมักง่าย แต่เป็นสิ่งที่ต้องหมั่นเพียรฝึกฝนอยู่เสมอในทุกเมื่อเชื่อวันของชีวิต

 

Advertisements