ชีวิต – กับความหมายของชีวิต

 

ชีวิต

การใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ กับการหมกมุ่นอยู่กับความสำเร็จไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ในภาษาอังกฤษ คำที่เกี่ยวกับเป้าหมายมีอยู่สองคำ คำแรกคือ aim คือการ ‘ตั้งเป้า’ คำที่สองคือคำว่า target คือตัว ‘เป้า’ ที่อยู่ตรงปลายทาง

เวลาเราจะยิงธนู สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือ aim ปลายลูกศรไปที่ target ซึ่งฟังดูเผินๆ เหมือนสองสิ่งนี้เป็นเรื่องเดียวกัน ‘ตั้งเป้า’ กับ ‘ไปให้ถึงเป้า’

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่เราควบคุมแทบไม่ได้เลยก็คือ target เพราะแม้เป้าจะตั้งอยู่ตรงนั้น ดูเหมือนมันตั้งอยู่นิ่งๆ แต่แท้จริงมีปัจจัยหลายอย่างทำให้สิ่งที่ ‘ดูเหมือนนิ่ง’ ไม่ได้อยู่ตรงนั้นนิ่งๆจริงๆ อาจมีลมพัด นกบินผ่าน คนวิ่งชน หมอกลง แผ่นดินไหว ทำให้เป้าเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างที่เราคิดไม่ถึง

คำว่า target ในที่นี้จึงไม่ต่างกับคำว่า target group หรือ ‘กลุ่มเป้าหมาย’ อันเป็นคำของนักการตลาด มันเป็นเพียง ‘เป้าในจินตนาการ’ ของเราเท่านั้น คือเรา ‘คิด’ ว่าตัวเองเห็นมันอยู่ตรงนั้น แต่มันอยู่ตรงนั้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้

การ ‘หมกมุ่น’ อยู่แต่กับ target ซึ่งสำหรับหลายคนคือ ‘ความสำเร็จ’ บ่อยครั้งจึงเท่ากับหมกมุ่นอยู่แต่กับจินตนาการที่ปลายทางเท่านั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องเดียวกับการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่

ในอีกฟากหนึ่ง aim ดูคล้ายเป็นสิ่งตรงข้าม เพราะ aim คือสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเราเอง เราน่าจะสามารถควบคุมมันได้ เพราะเราคือผู้ง้างเงื้อและเล็งเป้า

แต่ก็บ่อยครั้งอีกนั่นแหละ ที่เราควบคุม ‘ใจ’ ของตัวเองไม่ได้ เหมือนตัวเราไม่ใช่ตัวเรา การ aim หรือตั้งมั่นว่าจะใช้ชีวิตให้เต็มที่ เล็งป้าไปอย่างมุ่งมั่น บ่อยหนเราทำไม่ได้เพราะมีความเกียจคร้านหรือปัจจัยหลายอย่างในชีวิตมากำกับควบคุม เช่น ฐานะของเราทำให้เราหาซื้อคันธนูที่มีคุณภาพดีเหมือนคนอื่นเขาไม่ได้ หรือเกิดมามีโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอกว่าคนอื่นโดยธรรมชาติ จึงอาจต้องใช้ aim ที่มากมายมหาศาลกว่าคนอื่นเพื่อเล็งเป้า

ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าในชีวิตของมนุษย์นั้น เราแทบจะ ‘ควบคุม’ ทั้ง aim และ target ไม่ได้เลย แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เรายังพอควบคุม aim ได้มากกว่า target นิดหน่อย เพราะมันคือการเลือกที่จะควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่คนอื่นหรือสภาวะแวดล้อมอื่นๆ

จะเลือก aim / เลือก target / ไม่เลือกอะไรเลย หรือมีความสามารถและความพร้อมที่จะเลือกได้ทั้งสองอย่าง เป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆในชีวิตของตัวเองกันเอง

แต่กระนั้น นั่นก็ยังเป็นแค่วิธีคิดในแง่ปัจเจกของคนแต่ละคนเท่านั้น ยังมีเรื่องใหญ่กว่านั้นอีกเรื่อง นั่นคือจะทำอย่างไรให้คนมี ‘โอกาส’ ที่จะ ‘ตั้งเป้า’ (aim) ได้พอๆกัน มีคันธนูพื้นฐานที่คุณภาพเสมอกัน หรือมีสิ่งชดเชยสำหรับคนที่กล้ามเนื้ออ่อนแอกว่าคนอื่น ฯลฯ เพื่อให้การไปถึง target ไม่ใช่เรื่องยากเย็นจนเกินไปนัก

 

ความหมาย

เราล้วนอยากทำสิ่งที่มีความหมายจริงๆกับชีวิต แต่เรามักตอบตัวเองไม่ได้หรอก ว่าอะไรคือสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตของเราจริงๆ

ยิ่งมีชีวิตอยู่นานเท่าไหร่ เรายิ่งพบว่าแทบทุกสิ่งที่เราเคยคิดว่ามีความหมายต่อชีวิตของเราอย่างแท้จริงนั้น ที่สุดแล้วมันมักคลายความสำคัญลงเสมอ

เราอาจเคยรักบางสิ่งหรือบางผู้คน มอบหัวใจให้ผู้คนและสิ่งเหล่านั้น คิดว่าตัวเองมีชีวิตอยู่เพื่อผู้คนและสิ่งเหล่านั้น ผู้คนและสิ่งเหล่านั้นคือเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของเรา แต่แล้วในเช้าวันหนึ่งเมื่อตื่นขึ้นมา เราอาจพบว่าความรู้สึกเหล่านั้นก็ได้หายสูญไปเหมือนน้ำเหือดวับไปในทะเลทรายแห้งผากกว้างใหญ่

เราไม่อยากทำสิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว เราไม่อยากรักคนคนนั้นอีกแล้ว ผู้คนและสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความหมายของชีวิตเราอีกต่อไปแล้ว นี่เป็นความโหดร้ายอย่างหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ เพราะเราไม่อาจยึดมั่นในสิ่งที่เคยยึดมั่นได้ตลอดกาล มันค่อยๆจางหายไปทีละนิด แล้วพังทลายลงในวันหนึ่ง

ส่วนมาก เรามักออกเดินทางครั้งใหม่เพื่อตามหาสิ่งใหม่ที่เราคิดว่าจะมีความหมายต่อชีวิตของเรา บางคราวกับบางคน พวกเขาต้องใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่เคว้งคว้างกับการปล่อยหลักยึดเดิมเพื่อโผผวาไปหาหลักยึดเกาะใหม่เพียงเพื่อจะไม่พบอะไรนอกจากความว่างเปล่า

แต่อีกบางคราวกับอีกบางคน พวกเขาอาจค้นพบหลักยึดเกาะใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการงานใหม่ ความรักใหม่ ความหมายใหม่ แต่ก็อีกนั่นแหละ หากพวกเขามีชีวิตอยู่นานพอ สิ่งใหม่เหล่านั้นล้วนจะชราลง แล้วความหมายที่เคยเต็มเปี่ยมก็จะค่อยๆเลือนลางไปอีกครั้งหนึ่ง

ที่จริงก็คือครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นดังนี้เรื่อยไปจนกว่าชีวิตจะอ่อนล้าโรยแรง และดำเนินไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย

นั่นทำให้เราต้องตั้งคำถามอยู่เสมอ ว่าความหมายของชีวิต-คือการทำอะไรบางอย่างที่มีความหมายกับเราจริงๆ

หรือมันคืออะไรกันแน่นะ…

Advertisements