Permaculture กับความซับซ้อนของสวน

1

วัฒนธรรมแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่ตระหนักถึงในโลกตะวันตก แท้จริงคือวัฒนธรรมแบบเก่าที่เราเคยอยู่กินกันมาในโลกตะวันออก

วัฒนธรรมแบบที่ว่า มีชื่อเรียกเก๋ๆว่า Permaculture หรือ ‘วัฒนธรรมที่ถาวร’ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือการมี ‘วิถีชีวิต’ ที่ ‘คิด’ แล้วว่าจะดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ไม่ทำร้ายทั้งธรรมชาติ ระบบนิเวศ เพื่อนมนุษย์ รวมไปถึงตัวของเราเอง

คำว่า Permaculture นั้น ตั้งขึ้นโดยบิล มอลลิสัน และเดวิด โฮล์มเกรน ซึ่งในตอนแรกหมายถึง Permanent Agriculture หรือการทำเกษตรอย่างยั่งยืน แต่ต่อมา คำนี้ได้ ‘ขยายความ’ กว้างขวางออกไป กระทั่งกลายเป็น Permaculture ซึ่งก็คือวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมที่ถาวรยั่งยืนนั่นเอง

บิล มอลลิสัน เคยบอกไว้ว่า

เพอร์มาคัลเจอร์ คือปรัชญาของการทำงานร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่การต่อต้านธรรมชาติ เป็นการสังเกตอย่างละเอียดอ่อนและช่างคิด แทนที่จะใช้แรงงานไปเปล่าๆโดยไม่ได้คิด และเป็นการพิจารณาถึงทั้งสัตว์และพืชจากหน้าที่โดยรวมของพวกมันทั้งหมด แทนที่จะปฏิบัติต่อพื้นที่ใดๆเหมือนว่ามันเป็นระบบการผลิตเชิงเดี่ยวเท่านั้น

ทุกวันนี้ เพอร์มาคัลเจอร์กลายเป็นหลักคิดของการออกแบบพื้นที่เมืองสมัยใหม่ในหลายเมือง ตั้งแต่พื้นที่สวนในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ค จนกระทั่งถึงพื้นที่ ‘สวนป่า’ ที่คนสามารถเข้าไปเก็บกิน (Forage) โน่นนั่นนี่ได้อย่างอิสระในเมืองอย่างพอร์ตแลนด์หรือในเนเธอร์แลนด์

แล้วทั้งหมดนี้เกี่ยวอะไรกับ ‘สวนเจ็ดชั้น’ ที่เป็นชื่อเรื่องของเรา

ตามผมมา…

 

2

คุณเคยได้ยินคำว่า ‘เกษตรประณีต’ ไหมครับ

เวลาเรานึกภาพคนทำสวนทำไร่ เรามักนึกถึงมือหยาบกร้านและการทำงานที่หนักหนาเหน็ดเหนื่อยเสียจนเรานึกภาพของ ‘ความประณีต’ แทบไม่ออกเลยใช่ไหม

แล้วถ้านำเอาคำว่า ‘เกษตรประณีต’ ไปผสมรวมกับคำว่า ‘สวนป่า’ เล่า คุณจะยิ่งคิดว่ามันฟังประหลาดไหม

ในความคิดของคนทั่วไป คำว่า ‘ป่า’ มีนัยแบบ ‘ป่าเถื่อน’ ปนอยู่ด้วยไม่น้อยทีเดียว และถ้าป่านั้นป่าเถื่อน ก็ย่อมปราศจากความประณีตไม่ใช่หรือ เพราะความป่าเถื่อนย่อมหยาบกร้าน ไร้วัฒนธรรม ไร้การทำงานแบบเป็นระบบ

แต่ช้าก่อน!

ถ้าคุณมองดู ‘ป่า’ ที่อุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง คุณจะเห็นได้เลยนะครับ ว่าป่านั้นมีกลไกของตัวเองที่สลับซับซ้อน เต็มไปด้วยการเกื้อกูลและหล่อเลี้ยงซึ่งกันและกัน มีการควบคุมกันและกันอย่างเป็นระบบ (ซึ่งแน่นอน-ซับซ้อนมาก) ผ่านห่วงโซ่อาหาร มีการสืบพันธุ์ด้วยวิธีต่างๆ ทั้งที่ตรงไปตรงมาและที่ต้องอาศัยการพึ่งพิงสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างละเอียดอ่อนและเปราะบาง

เพราะฉะนั้น ถ้า ‘ป่า’ ได้เป็น ‘ป่า’ อย่างที่ป่าเป็นในอดีต เราจะเห็นได้เลยนะครับ ว่าป่าเต็มไปด้วยความ ‘ประณีต’ ที่ถักทอร้อยรัดขึ้นมาเป็นผืนผ้าลวดลายละเอียดยิบ โดยสรรพชีวิตในป่าอย่างไร

แม้กระทั่งแมลงเล็กๆหนึ่งตัวก็มีส่วนสำคัญในความ ‘ประณีต’ นั้น!

IMG_0370

เป็น ‘สวน’ หรือการเกษตรสมัยใหม่ที่แลดูเรียบเนี้ยบกริบ มีการตัดหญ้า ตัดเล็มพุ่มไม้ใบไม้อย่างที่มนุษย์คิดว่าสวยและประณีตนั้นต่างหากที่ไม่ ‘ประณีต’ อย่างแท้จริง เป็นเพียงความประณีตปลอมที่สอดรับกับสาไถยของเรามนุษย์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เพอร์มาคัลเจอร์บอกเราว่า การเกษตรที่ ‘ประณีต’ นั้นมีอยู่จริง ด้วยการลงแรงดูแลสวนหรือที่ทางของตัวเองอย่างถี่ถ้วน ไม่ใช่เพื่อควบคุมให้เป็นไปตามที่มนุษย์เราต้องการ แต่เพื่อ ‘ปล่อย’ ให้สวนแห่งนั้นเป็นไปของมันเองในสภาพธรรมชาติ ให้ทุกสิ่งได้ทำ ‘หน้าที่’ ของมันตามที่มันเป็นและเลือกจะเป็น

ดังนั้น สวนประณีตที่แท้จริงจึงคงความเป็น ‘สวนป่า’ อยู่ด้วย ทว่าเป็นสวนป่าที่ไม่ต้องรอเวลายาวนานเป็นสิบเป็นร้อยปีให้ธรรมชาติสร้างความประณีตขึ้นในสวนแห่งนั้น ทว่ามนุษย์เข้าไปช่วยให้เกิดความประณีตตามแบบธรรมชาติ และเพราะมีความ ‘ประณีต’ ในทุกตารางนิ้ว สวนแบบนี้จึงให้ผลตอบแทนกับเรามากมาย

วิธีการหนึ่งในการทำสวนให้ประณีต ก็คือการทำสวนอย่างที่เรียกว่า ‘สวนเจ็ดชั้น’

มันเป็นสวนที่อาจทำให้คุณเข้าใกล้พระเจ้าผู้สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นเจ็ดก็เป็นได้

 

3

โรเบิร์ต ฮาร์ต นักปลูกต้นไม้ชาวอังกฤษ ผู้มีอายุขัยอยู่ในช่วงปี 1913 จนถึงปี 2000 คือผู้บุกเบิกการทำ ‘สวนป่า’ ที่แสนประณีตขึ้นในเขตอบอุ่น เขาสร้างสวนป่าต้นแบบขึ้นโดยใช้พื้นเล็กๆที่เพียง 500 ตารางเมตร ที่เวนล็อค เอดจ์ ในแคว้น Shropshire ของอังกฤษ

‘สวนป่า’ หรือ Forest Garden คือสวนแบบ ‘ยั่งยืน’ ที่ไม่ต้องดูแลรักษาอะไรมากมายนัก ไม่เหมือนการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ที่ต้องลงทุนดูแลมากมาย ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และสารเคมีอื่นๆ เพื่อทำให้สวนได้ผลผลิต แต่สวนป่าคือสวนที่พึ่งตัวเอง ไม่ได้ผลผลิตแบบอุตสาหกรรม ทว่าได้ผลผลิตที่หลากหลายสลับกันไปตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องลงแรงกับมันมากมายนัก ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะเขาปล่อยให้ป่าได้เป็นป่า แม้มีการควบคุมบ้างก็เป็นไปเพื่อให้เกิดผลที่ ‘คล้าย’ กับธรรมชาติ เช่นการทำสวนเจ็ดชั้น ซึ่งก็คือการปลูกต้นไม้ที่มีระดับความสูงต่างๆลดหลั่นกันไป ซึ่งก็คือการสร้างความ ‘หลากหลาย’ ให้กับพืชพรรณในสวนนั่นเอง

โรเบิร์ต ฮาร์ต บอกว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจในการทำสวนป่าจากการอ่านงานเขียนของ James Sholto Douglas ผู้เขียนเรื่อง Alternative Food ในสมัยศตวรรษที่ 18 ซึ่ง James Sholto Douglas ก็ได้รับอิทธิพลมาจากงานเขียนของโตโยฮิโกะ คางาวะ ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นอีกต่อหนึ่ง

ผมจึงบอกคุณไว้ตั้งแต่ต้นอย่างไรเล่าครับ ว่าวัฒนธรรมแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่ตระหนักถึงในโลกตะวันตก แท้จริงคือวัฒนธรรมแบบเก่าที่เราเคยอยู่กินกันมาในโลกตะวันออก!

 

4

เวนล็อคเอดจ์ นั้น เป็นพื้นที่ที่แสนจะพิเศษ พื้นที่นี้มีลักษณะเป็นภูเขาหินปูนที่พังทลายลงมาจนดูคล้ายหน้าผา แต่มีความยาวนับสิบๆกิโลเมตร เรียกว่า Escarpment ซึ่งในกรณีของเวนล็อคเอดจ์นั้น ยาว 31 กิโลเมตร แล่นจากตะวันตกเฉียงใต้ขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ มีความสูงราว 1,083 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ถือเป็นบริเวณที่มีความงดงามของภูมิประเทศอย่างยิ่ง ป่าไม้ก็เขียวชอุ่ม และได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ถึงขั้นที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่มหัศจรรย์ของอังกฤษ

กวีอย่าง ราล์ฟ วอห์น วิลเลียมส์ เคยเขียนบทกวีชื่อ On Wenlock Edge เอาไว้ในปี 1909 และต่อมากลายเป็นเพลงร้อง (เข้าไปฟังได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=x4kD5RRIEpM) ซึ่งยืนยันให้เราเห็นได้เป็นอย่างดีว่า ที่นี่งดงามและวิเศษมหัศจรรย์เพียงใด

IMG_0371

 

และเป็นที่นี่เอง ที่โรเบิร์ต ฮาร์ต ได้สร้างต้นแบบของ ‘สวนป่า’ อันประณีตขึ้น ที่ฟาร์มของเขาในไฮวูดฮิลล์ โดยมีเป้าหมายจะสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่ดีและช่วยรักษาสุขภาพให้กับตัวเขาและน้องชายที่เกิดมาพร้อมกับอาการป่วยทางสมองอย่างร้ายแรง จนไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้มากมายนัก

แนวคิดเรื่องสวนเจ็ดชั้นเกิดขึ้นเพราะฮาร์ตช่างสังเกต เขาสังเกตเห็นว่า  แปลงผักบางแปลงที่เขาปลูกนั้น แทบไม่ต้องใช้แรงดูแลเลย เขาจึงเริ่มศึกษาพืชพรรณบางชนิด เพื่อดูว่ามันอยู่อย่างไร มีหน้าที่อะไร และมีอะไรบ้างที่ ‘เกื้อกูล’ ให้กับการดำรงอยู่นั้น

โรเบิร์ต ฮาร์ต ได้รับอิทธิพลจากนักปราชญ์โบราณหลายคน คนหนึ่งคือนักปราชญ์กรีกอย่างฮิปโปคราเตส ที่บอกว่าให้ใช้อาหารเป็นยาและให้ใช้ยาเป็นอาหาร เขาจึงหันมากินมังสวิรัติ และอาหาร 90% ของเขา เป็นอาหารดิบ หรือ Raw Food อย่างที่เรานิยมกันในปัจจุบัน

สิ่งสำคัญที่เขาสังเกตพบ ก็คือความสัมพันธ์ของพืชชนิดต่างๆกับระบบทางธรรมชาติ ในที่สุดเขาก็พัฒนาการสร้าง ‘สวนป่า’ ขึ้น โดยใช้ฐานจากการสังเกตเหล่านั้น พัฒนามาเป็นสวนเจ็ดชั้น ซึ่งได้แก่ ชั้นบนสุด เป็นไม้ขนาดใหญ่ที่ปกคลุมพื้นที่ ตามด้วยต้นไม้เตี้ยกว่าเป็นชั้นที่สอง และมีไม้พุ่มเป็นชั้นที่สาม ถัดมาเป็นสมุนไพรเป็นชั้นที่สี่ ต่อด้วยพืชคลุมดินเป็นชั้นที่ห้า และมีพืชหัวทั้งหลายที่ฝังอยู่ใต้ดินเป็นชั้นที่หก และมีชั้นที่เจ็ดเป็นไม้เลื้อยต่างๆ

ผลที่ได้ก็คือ เขาสามารถสร้างสวนป่าขึ้นมาได้ในดินแดนอย่างเกาะอังกฤษ ซึ่งภูมิอากาศไม่ได้เหมาะสมกับการสร้างสวนป่าที่มีความหลากหลายเช่นนี้เลย

 

5

ในไทย การทำสวนหลายๆชั้นตามแนวคิดของฮาร์ตนั้น ได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับพื้นที่ของเรา อาทิเช่น แนวคิดเรื่องสวนป่าของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ที่ทำให้เกิดสวนป่าทั้งแบบสี่ชั้น ห้าชั้น เจ็ดชั้น ไปจนกระทั่งถึงเก้าชั้น ซึ่งแต่ละแบบล้วนแต่มีรายละเอียดที่ลึกซึ้ง

ในหลายเมือง มีการนำแนวคิดของสวนประณีตที่มีความหลากหลายไปใช้ทำสวนกลางเมืองที่ ‘กินได้’ คือให้ผลผลิตที่ผู้คนในเมืองสามารถมาเก็บกินได้ เรียกว่า Food Forest อย่างเช่นในซีแอตเติล มีการเปลี่ยนพื้นที่สวนเจ็ดเอเคอร์ให้กลายเป็น Beacon Food Forest ซึ่งพูดได้ว่าอยู่ในแถบใจกลางเมือง และยังเป็นพื้นที่สาธารณะอีกด้วย

ผมไม่รู้ว่าเราเคยคิดถึงเรื่องสวนกลางเมืองที่กินได้ในเมืองไทยบ้างหรือเปล่า แต่ถ้ามีสวนแบบนี้ขึ้นมา เช่นเป็นสวนที่มีกะท้อน มะม่วง ลำไย กะเพราะ โหระพา พริก ฯลฯ ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง ผู้คนสามารถเดินเข้าไปเก็บกินสิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องไปหาซื้อจากร้านสะดวกซื้อของบริษัทขนาดยักษ์ สังคมของเราจะน่าอยู่ได้มากขึ้นขนาดไหน

แต่จะให้สวนแบบนั้นเกิดขึ้นได้จริงโดยมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาต่ำ ก็ต้องทำให้สวนเหล่านี้มีลักษณะที่ ‘ยั่งยืน’ คือเป็นเพอร์มาคัลเจอร์ (หรือ Perma Agriculture) ได้ในตัวเอง โดยการสร้างความหลากหลายให้เกิดขึ้นกับสวนเหล่านี้ ซึ่งก็คือการสร้าง ‘สวนป่า’ (หรือ ‘สวนเจ็ดชั้น’) ขึ้นมาให้ได้ตรงใจกลางเมืองนั่นเอง

แต่ปัญหาก็คือ สำหรับสังคมไทยแล้ว สวนเจ็ดชั้นอาจเหมือนสวรรค์เจ็ดชั้นก็ได้

นั่นคือบรรลุถึงได้ยากเย็นยิ่ง ทั้งที่แนวคิดเหล่านี้ ก็คือแนวคิดที่มาจากโลกตะวันออกแท้ๆ!

Advertisements