เสพติดความเหงา

มีคนที่เหงา และคนที่ไม่รู้จักความเหงา

คนที่เหงามักถามคนที่ไม่รู้จักความเหงาว่า พวกเขาไม่รู้จักความเหงาได้อย่างไร เพราะความเหงา ดูคล้ายเป็นสมบัติติดตัวมนุษย์ในโลกยุคใหม่

เราเดินอยู่บนท้องถนน เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย แต่เราก็ยังเหงา เรายังรู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกคล้ายไม่เต็ม คล้ายยังพร่อง คล้ายยังต้องมีภาระหน้าที่ในการตามหาสิ่งเติมเต็มนั้นอยู่ เหมือนมีชิ้นส่วนบางอย่างที่ขาดไป และเราต้องหามาเติม

ที่จริง โลกมีคนที่ไม่รู้จักความเหงาน้อยยิ่งกว่าน้อย เพราะคนส่วนใหญ่มักหลงใหลความเหงา ความเหงาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิง ไม่ใช่แค่เพลงเหงาๆ ที่แต่งขึ้นมาให้คนเหงาฟัง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความบันเทิง ล้วนเกิดขึ้นเพื่อซ่อนเร้นความเหงา

ดูเผินๆ คล้ายว่าเสียงหัวเราะจะเป็นเหมือนสายลมพัดเป่าความเหงาให้สลายตัวไปได้ง่ายๆ แต่เสียงหัวเราะก็เหมือนตะเกียงอันเล็กๆในค่ำคืน เมื่อมันดับลง ความมืดก็เข้าครอบคลุมได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องพยายาม

ความเหงาก็มักเกิดขึ้นได้เอง โดยไม่มีใครต้องพยายามเช่นเดียวกัน

แต่ที่จริง ความเหงาเป็นเช่นนั้นไหม?

ดูเผินๆ คล้ายไม่มีใครต้องการอยู่ลำพัง เพราะกลัวความเหงา หลายคนบอกว่า ความรักทำให้เกิดการร่วมรัก ทำให้เกิดการสืบเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ แต่แท้จริงแล้วเป็นความเหงาต่างหากที่ผลักดันให้คนเรามาปะทะสังสรรค์กัน ความรักนั้นหาได้ยากยิ่งกว่าความเหงา เพราะฉะนั้น ในค่ำคืนที่มืดเงียบและเดียวดาย คนจำนวนมากจึงเลือกจะไปแสวงหากันและกันเพื่อละลายความเหงา ความเหงาจึงเป็นตัวการขับเคลื่อนสังคมในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และเรื่องทางเพศ

อำนาจของความเหงานั้นรุนแรงร้ายกาจ มันผลาญเผาคนตัวเล็กๆที่หลงใหลความเหงาให้มอดมลายลงไปได้ แต่ในเวลาเดียวกัน คนจำนวนมากก็พร้อมจะพลีตัวยอมเข้าสู่ความเหงา การต่อสู้ต่อรองกับอำนาจของความเหงาจึงเป็นเรื่องแปลก เพราะไม่ใช่การต่อสู้ต่อรองตรงๆเหมือนการปฏิวัติฝรั่งเศส คนจำนวนมากไม่ได้อยากกำจัดความเหงาให้สูญสิ้นไป แต่ตกหลุมรักความเหงา หลงใหลความเหงา และถึงขั้นเสพติดความเหงา เพื่อให้ความเหงาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงความปรารถนาในตัวเองให้คุโชนลุกขึ้นได้ตลอดเวลา

ความเหงาจึงเป็นเรื่องเชิงอำนาจด้วย แต่เป็นอำนาจในการสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองในการที่จะออกไปแสวงหาเพื่อนคลายเหงา หรืออย่างน้อยที่สุด ก็หาเรื่องบันเทิงใจทำ เพื่อไม่ให้ความเหงากรายเข้ามาใกล้

แต่แท้จริงแล้ว ในที่สุด ถ้าเราไม่เหงาอย่างแท้จริง เราก็จะไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้มาปลอบประโลมใจ ไม่ต้องใช้ความบันเทิงจอมปลอมมาฉาบย้อมให้คิดว่าไม่เหงา

ว่า…มักไม่มีมนุษย์หน้าไหนปรารถนาจะ ‘ไม่เหงาอย่างแท้จริง’ หรอก เพราะการไม่เหงาอย่างแท้จริง มักหมายถึงการออกเดินทางไกลไปลำพัง ยังสถานที่ที่ไม่มีผู้คนอยู่เลย เหมือนเมื่อพระพุทธเจ้าออกบวช และเหมือนเหมือนพระเยซูออกไปอยู่ในทะเลทรายตามลำพังเป็นเวลาสี่สิบวันสี่สิบคืน แล้วทั้งสองพระองค์ก็ต้องเผชิญกับมารที่มาผจญ

มนุษย์ทั่วไปไม่กล้าเผชิญกับมาร แม้ว่าเราจะอยู่กับมัน หรือเป็นตัวมันในบางขณะด้วยซ้ำ การเสพติดความเหงาก็คือการเสพติดมารโดยไม่รู้ตัว และมองไม่เห็น เรามักคิดว่า ความเหงาเกิดขึ้นมาเองของมันโดยที่เราไม่ได้สร้างมันขึ้น แต่แท้จริงแล้วเรามีส่วนสร้างความเหงาให้กับตัวเองอยู่มาก และเมื่อเกิดความเหงาขึ้น เราก็มักไม่เฝ้าดูมัน ไม่มองให้ชัดๆ ว่าที่แท้แล้วใบหน้าของความเหงาเป็นอย่างไร เรากลับหลบเลี่ยงมัน ด้วยการโทรศัพท์ไปหาเพื่อน เปิดโทรทัศน์ เล่นเฟซบุ๊ค หรือออกไปเที่ยว ทั้งหมดเป็นการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเป็นไปเพื่อเน้นย้ำที่ทางของเราในเน็ตเวิร์คอันซับซ้อน เพื่อยืนยันและอ้อนวอนขอร้องว่า…อย่าลืมฉัน

เราจึงเสพติดความเหงา เพราะเราเสพติดความสัมพันธ์เยี่ยงสัตว์สังคม

แต่ถ้าเราจะไปให้พ้นจากความเหงา เราก็ต้องไปพ้นจากความยึดติดในที่ทางและสถานะในสังคมของเราด้วย ‘ไปพ้น’ ไม่ใช่ ‘ไปให้พ้น’ ไม่ยึดติดไม่ใช่ตัดขาด เรายังอยู่ตรงนั้น ที่นั่น แม้จะเหงาบ้างในบางคราว แต่ความเหงาก็ไม่ใช่สมบัติของตัวเราอีกต่อไป

ดาวแต่ละดวงในเอกภพอยู่ห่างกันมากมายมหาศาล แต่ละกาแล็กซี่อยู่ห่างกันมากมายมหาศาล แต่พวกมันก็เพียงดำรงอยู่ ไม่ได้เหงา และส่งแรงกระทำถึงกันอย่างอ่อนๆอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ได้ตั้งใจทำ

ถ้าเราเข้าใจพวกมัน เราก็จะเข้าใจว่าทำไมคนบางคนจึงไม่รู้จักความเหงา

ทั้งที่พวกเขายังเป็นมนุษย์

Advertisements