Boardgames 101 : คุณไม่มีวันรู้จักบอร์ดเกม – ถ้าไม่ได้เล่นสักครั้ง

 

หลายปีก่อน มีคำถามหนึ่งถึงเว็บไซต์ Time Out New York ซึ่งเป็นเว็บไซต์แนะนำสถานที่เที่ยว ผับ และสถานที่น่าสนใจต่างๆในนิวยอร์ค, คำถามนั้นเขียนว่า

Date: July 15, 2008 10:37:07 PM EDT

To: inyc@timeoutny.com

Subject: Clubs/bars with board games?

พวกคุณที่ TONY (Time Out New York) ช่วยฉันคิดหน่อยว่ามีที่ไหนที่เราจะออกไปเที่ยวตอนกลางคืนกับเพื่อนๆเพื่อไปเล่นบอร์ดเกมได้บ้าง

ลงชื่อ Maria Chu-Delosreyes, Long Island City, Queens

 

ตอนนั้นผมตื่นเต้นกับคำว่า ‘บอร์ดเกม’ ไม่น้อย เพราะมันคือคำใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และตามประสาคนทำงานนิตยสารที่ต้องแสวงหา ‘เทรนด์ใหม่’ มาบำเรอผู้อ่าน ผมพบว่าคำตอบของ Time Out น่าสนใจไม่น้อยทีเดียวครับ

TONY ตอบว่า มีหลากหลายบาร์ หลายผับ ที่มี ‘เกม’ ให้เล่น เขายกตัวอย่าง Mark Bar ที่มีการเล่น ‘บิงโก’ ในคืนวันพุธ และตามโต๊ะต่างๆก็จัด ‘บอร์ดเกม’ เอาไว้ให้ลูกค้าหลายเกม อาทิเช่น สแครบเบิล, แคนดี้แลนด์ (เกมนี้คล้ายๆงูตกบันได) และแบ็คแกมมอน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายร้าน เช่น Common Ground ในอีสต์วิลเลจ ที่มีเกมอย่างสแครบเบิล และ Scattergories (เป็น ‘ปาร์ตี้เกม’ แบบหนึ่ง) ไว้ให้บริการ

TONY แนะนำอีกหลายร้าน แต่ส่วนใหญ่เป็นผับหรือบาร์ที่มีบอร์ดเกมซ้ำๆ เป็นเกมที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว อาทิเช่นสแครบเบิล เกมเศรษฐี บ็อกเกิล และดูเหมือนที่ฮิตที่สุดน่าจะเป็นแบ็คแกมมอน นอกจากนี้ TONY ยังบอกด้วยว่า การเล่น ‘บอร์ดเกม’ ในผับ บาร์ หรือร้านอาหารนั้น กำลังเป็นเทรนด์ เป็นเรื่องฮิตในนิวยอร์ค

จริงๆอยู่-ผมอ่านแล้วตื่นเต้น, แต่ในตอนนั้นยังไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่ TONY แนะนำไว้ ยังหาใช่ ‘บอร์ดเกม’ ยุคใหม่ในความหมายที่แท้จริงไม่,

และ ‘บอร์ดเกม’ หรือ ‘เกมกระดาน’ นั้น-แท้จริงแล้วมีความหลากหลายและกว้างขวางมากเพียงใด!

อีกไม่นานต่อมา ผมถึงได้รู้ว่า โลกของบอร์ดเกมกว้างใหญ่ไพศาลและสลับซับซ้อนกว่าเกมเศรษฐีหรืองูตกบันไดมากนัก ถึงทั้งสองเกมจะเป็นเกมกระดานที่คนรู้จักไปทั่วโลก แต่นักเล่นบอร์ดเกมจำนวนมากเห็นว่าทั้งสองเกมมี ‘กลไก’ (Mechanics) ที่อาศัย ‘โชคช่วย’ มากเกินไปจนไม่สนุก จึงมักหันไปหาบอร์ดเกมใหม่ๆที่มีพัฒนาการมากมายจนสามารถพูดได้ว่า-ในโลกนี้มีบอร์ดเกมที่เหมาะสมกับทุกคน

และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ!

ไม่ว่าคุณจะซับซ้อนเรียบง่าย ชอบคิดคำนวณ ชอบใช้อารมณ์ความรู้สึก ชอบคิดเลขทำบัญชี รักศิลปะ ตระหนี่มัธยัสถ์ ชอบเสี่ยง มีความเหี้ยมหลบใน ช่างเจรจาความ ชอบเต้นรำ รักการร้องเพลง หรือแตกต่างกันไปมากมายเพียงใด,

ก็มีบอร์ดเกมที่เหมาะกับคุณอยู่จริงๆ,

ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะค้นพบโดยไม่รีบด่วนปฏิเสธมันไปก่อนหรือไม่เท่านั้นเอง!

 

1 Board Game : Prehistory

ปีศาจโผล่ออกมาแล้ว!

โชคดีที่ทุกคนมีปืนที่สามารถยิงได้ระยะไกล แถมสมาชิกคนหนึ่งยังมีทั้งคาถาและเครื่องราง ทำให้สามารถใช้คาถาและปืนได้พร้อมๆกันด้วย

แต่ปีศาจตนนี้ก็น่ากลัวเหลือร้าย เพราะมันคือ ‘บอสใหญ่’ ที่ผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังเสกสร้างขึ้น ถ้ากำจัดมันไม่ได้ ย่อมหมายถึงหายนะ!

ตอนหนึ่งจากการเล่นเกม Mansion of Madness

เกมกระดานที่สร้างขึ้นจากนิยายเขย่าขวัญของ H.P. Lovecraft นักเขียนอเมริกัน

 

DSCF2145

 

บอร์ดเกมหรือเกมกระดานปรากฎอยู่ในโลกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่,

เมื่อสิบปีก่อน ห้าสิบปีก่อน หรือเมื่อร้อยปีก่อน?

ผิด!

ผิดทั้งเพ เพราะเชื่อกันว่า บอร์ดเกมแรกเริ่มที่มนุษย์เคยเล่นกันนั้น อย่างน้อยที่สุดต้องมีอายุไม่ต่ำว่า 5,500 ปี!

หา! นานขนาดนั้นเลยหรือ,

คำตอบก็คือใช่ครับ เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็มีหลักฐานเป็นบอร์ดเกมชื่อ Senet อันเป็นบอร์ดเกมเก่าแก่ที่สุดเท่าที่ยังหลงเหลืออยู่ให้เราเห็นเป็นหลักฐาน แม้ว่าการปรากฎตัวของ Senet จะทำให้น่าสงสัยและน่าสันนิษฐานว่า ก่อนหน้ามันก็น่าจะมีเกมอื่นๆที่ง่ายกว่ามาก่อน แล้วค่อยๆวิวัฒนาการมาเป็น Senet ทีหลัง แต่ในเมื่อไม่มีหลักฐาน ก็ไม่อาจกล่าวเช่นนั้นได้ ได้แต่พูดว่าอย่างน้อยที่สุด บอร์ดเกมที่เก่าแก่ที่สุดก็มีอายุราว 5,500 ปี เท่านั้นเอง

Senet เป็นเกมเก่าแก่ที่พบอยู่ในหลุมศพของอียิปต์หลายแห่งนะครับ ไม่ใช่พบอยู่แค่ชิ้นเดียว และหลุมศพหนึ่งที่ Senet ไปอยู่ในนั้นด้วย ก็คือหลุมศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน โดยเกมนี้มีลักษณะเป็นช่องสี่เหลี่ยมมาเรียงต่อกัน ด้านกว้างมีสามช่อง ด้านยาวมีสี่ช่อง ผู้เล่นแต่ละคนจะมีตัวเล่นราว 5-7 ชิ้น 

น่าเสียดายครับ ที่กฎการเล่นดั้งเดิมนั้นสูญหายไปแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าวิธีเล่นจริงๆนั้นคืออะไร แต่ก็เห็นพ้องต้องกันว่า เป้าหมายน่าจะเป็นการ ‘แข่ง’ กันนำชิ้นส่วนของตัวเองข้ามผ่านกระดาน โดยมีการโยนแท่งไม้เหมือนโยนลูกเต๋า แม้ในช่วงแรกจะเป็นเกมที่เล่นกันสนุกๆ แต่ต่อมาเกมนี้เริ่มมีความสำคัญในทางศาสนาต่อชาวอียิปต์ด้วย มีการเอาสัญลักษณ์แทนเทพเจ้าต่างๆมาใส่ไว้ในตารางต่างๆ จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมมีการพบ ‘บอร์ดเกม’ ได้ในหลุมศพของชาวอียิปต์ด้วย

เห็นไหมล่ะครับ ว่าคนอียิปต์ก็รักบอร์ดเกมยิ่งชีพเหมือนกัน!

อย่างไรก็ดี ถึง Senet จะเป็นบอร์ดเกมเก่าแก่ที่สุดก็จริง แต่ในเมื่อไม่รู้กฎก็เล่นไม่ได้ หรือถึงเล่นได้ก็เป็นกฎที่ต้อง ‘เดา’ เอาเองว่าเล่นอย่างไร,

มีบอร์ดเกมไหนเก่าแก่ที่สุด และยังมีกฎเกณฑ์พร้อมให้เล่นบ้างหรือเปล่าเล่า?

คำตอบก็คือมีครับ เกมนั้นชื่อ The Royal Game of Ur คราวนี้ไม่ใช่เกมของอียิปต์แล้ว แต่เกมนี้ชุดที่เก่าแก่ที่สุดนั้น ค้นพบในอิรักเมื่อทศวรรษสองศูนย์ เชื่อว่าเกมนี้มีอายุเก่าแก่ถึงราว 4,600 ปี เป็นเกมแข่งขัน โดยมีการโยนลูกเต๋าเพื่อเดินตัวเล่นของตัวเองให้ไปถึงเป้าหมาย 

คนที่ค้นพบ ‘กฎ’ ของเกมนี้ คือ ดร.ไอร์วิน ฟินเคล (Irving Finkel) เขาเป็นภัณฑารักษ์อยู่ที่บริติชมิวเซียม และค้นพบกฎของเกมนี้จารึกอยู่บนแผ่นดินโบราณ แรกทีเดียวคิดกันว่าเกมนี้ไม่มีคนเล่นกันมานานแล้ว เพราะมีเกมที่ ‘ใหม่’ กว่าอย่างแบ็คแกมมอนเข้ามาแทนที่เมื่อราว 2,000 ปีก่อน (ใช่ครับ! แบ็คแกมมอนเก่าแก่ขนาดนั้น!) แต่ก็เป็น ดร.ฟินเคลนี่แหละครับ ที่ไปพบครูวัยเกษียณคนหนึ่งในอินเดียที่ยังเล่นเกมนี้อยู่ ครูคนนี้บอกว่าเล่นเกมนี้มาตั้งแต่เด็ก และรับสืบทอดเกมนี้มานานแล้วด้วย ดังนั้น เกมนี้จึงกลายเป็นเกมที่มีการเล่นต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลกพ่วงไปอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

ข้อมูลของบริติชมิวเซียมระบุว่า คนในเมโสโปเตเมียนั้นชอบเล่นบอร์ดเกมกันเป็นอันมาก นักโบราณคดีขุดค้นทั้งตัวบอร์ด (คือกระดาน) และชิ้นส่วนเกมต่างๆหลากหลายเกมทีเดียว

ชักเริ่มทึ่งแล้วใช่ไหมครับ-ที่บอร์ดเกมมีความเป็นมาอันยาวนานถึงเพียงนี้!

 

 

2 Modern Time

“คิดจะครองอำนาจในนิวยอร์คน่ะ เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีอำนาจอยู่ใน Tammany Hall!”

“มันคืออะไรกันขอรับ”

“ในนิวยอร์คยุคศตวรรษที่ 18 Tammany Hall คือองค์กรทางการเมืองที่ทรงอำนาจอย่างยิ่ง องค์กรนี้คือตัวขับเคลื่อนของพรรคเดโมแครต และมีบทบาทสูงยิ่งในการควบคุมเมืองนิวยอร์ค รวมถึงการช่วยเหลือผู้อพยพ โดยเฉพาะชาวไอริช ให้มาขึ้นฝั่งที่นิวยอร์ค”

“แต่เรายังมีชาวอังกฤษ อิตาเลียน และเยอรมันอีกนะ หลากฝ่ายหลายสีเลย จะเอาอย่างไรดีขอรับ”

“จงวางกลยุทธ์ยึดอำนาจการเลือกตั้งให้ได้ จะเอาอย่างไรก็เอา เลือกแพร่ความนิยมในหมู่ไอริช อังกฤษ เยอรมัน หรืออิตาเลียน กลุ่มไหนก็ได้ แต่จะให้ดี ต้องให้ทุกกลุ่มเลือกเราให้หมด อ้อ! อย่าลืมปล่อยข่าวทำลายคู่แข่งด้วยนะ มันชักได้เสียงสนับสนุนแถบท่าเรือมากไปหน่อยแล้ว”

“ได้เลยขอรับท่าน จะจัดการทันทีขอรับ!”

ตอนหนึ่งจากการเล่นเกม Tammany Hall

ซึ่งเป็นเกมการเมืองประเภทขยายอาณาเขตผ่านการเลือกตั้ง 

โดยใช้แผนที่ของนิวยอร์คยุคศตวรรษที่ 18 และอิงอยู่กับประวัติศาสตร์การเมืองที่เกิดขึ้นจริงในยุคนั้น

 

dscf2146.jpg

 

แล้วบอร์ดเกมสมัยใหม่ล่ะครับ มีกำเนิดมาอย่างไร?

คำว่า บอร์ดเกมสมัยใหม่หรือ Modern Board Game นั้น หลายคนบอกว่าถือกำเนิดมาพร้อมๆกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมนะครับ เพราะฉะนั้นก็ตกอยู่ในราวปลายศตวรรษที่ 18 ต่อต้นศตวรรษที่ 19 เนื่องจากเทคโนโลยีในการผลิตเปลี่ยนแปลงไป จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆในสังคม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของบอร์ดเกมด้วย ว่ากันว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้มีอยู่ด้วยกันอย่างน้อยที่สุดสามเรื่อง

เรื่องแรกที่เห็นได้ชัดเจนก็คือเกิดเทคนิคการพิมพ์แบบใหม่ขึ้น เกมที่ผ่านการพิมพ์จึงเกิดขึ้นได้ง่ายและผลิตได้ปริมาณมาก

เรื่องที่สองเป็นเรื่องของกรอบการมองโลกที่เปลี่ยนไป นั่นคือพอเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้น ก็เกิดสิ่งใหม่ที่เรียกว่า ‘การทำงาน’ ขึ้น ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในสังคมแบบเกษตรกรรมนั้น มนุษย์ไม่ค่อยได้แบ่งแยกนะครับว่าอะไรคือการทำงาน อะไรคือเวลาว่าง ทุกอย่างมันปนเปคละเคล้ากันไปหมด แต่พอต้องไปทำงานในโรงงานกันมากขึ้น ก็เลยเกิด ‘เวลาทำงาน’ กับ ‘เวลาว่าง’ ขึ้นมา ที่สำคัญก็คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้เกิด ‘ชนชั้นกลาง’ ขึ้นมาด้วย ทั้ง ‘เวลาว่าง’ และ ‘ชนชั้นกลาง’ ก็เลยมีส่วนทำให้บอร์ดเกมแพร่หลายมากขึ้น เมื่อประกอบกับเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ดีขึ้น บอร์ดเกมยุคใหม่จึงเป็นที่นิยม

เรื่องที่สามสืบเนื่องจากเรื่องที่สอง นั่นคือเมื่อมีการทำงาน ‘พื้นที่’ ในชีวิตมนุษย์จึงแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือบ้าน ส่วนที่สองคือที่ทำงาน (หรือโรงงาน) พื้นที่ของ ‘บ้าน’ จึงกลายเป็นพื้นที่เฉพาะที่ทำให้เกิดการพบปะสังสันทน์ และเป็นพื้นที่ให้การศึกษาด้วย ทั้งสามเรื่องจึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้บอร์ดเกมเฟื่องฟูขึ้นมา แต่น่าประหลาด ที่บอร์ดเกมยุคแรกเริ่มนั้น เป็นที่นิยมในประเทศเกิดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกาก่อน

บอร์ดเกมยุคแรกๆของอเมริกาเริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1820s โน่นแน่ะครับ ตัวอย่างเกมแรกๆมีอาทิเกมชื่อ A Traveller’s Tour Through the United States ที่เกิดขึ้นในปี 1822 เป็นเกมที่พิมพ์โดย New York bookseller แต่ที่เชื่อกันว่าเป็นเกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในยุคแรกๆ คือ The Mansion of Happiness (ออกวางตลาดในปี 1843)

ถ้าถามว่าในยุคแรกๆนั้น บอร์ดเกมได้รับความนิยมขนาดไหน ก็ต้องบอกคุณว่า ระดับโธมัส เจฟเฟอร์สัน ยังเคยเขียนไว้ใน In Thoughts on Lotteries เลยครับ เขาพูดถึงเรื่องของ ‘โอกาส’ หรือ ‘ความเสี่ยง’ ซึ่งกลายเป็นตัวสร้างประโยชน์ให้กับสังคม แล้วเขาก็ร่ายยาวมาถึงเรื่องของ ‘เกม’ ต่างๆ ไม่ใช่แค่เกมที่คนเล่นกันเท่านั้น แต่ยังกว้างไกลไปถึงสิ่งมีใช้พื้นฐานเหมือนเกม แต่กลายมาเป็นเรื่องใหญ่ๆในสังคมในเวลาต่อมา อาทิเช่น ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจล็อตเตอรี่ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกคุณด้วยว่าบอร์ดเกมยุคแรกๆในอเมริกานั้น สะท้อนให้เห็นถึงจริยธรรมแบบพวกเพียวริแทน (Puritan) ซึ่งสอดแทรกอยู่ในการเล่นเกม อย่างเช่น Mansion of Happiness นั้น คือเกมที่ต้อง ‘แข่ง’ กันไปให้ถึงจุดหมาย โดยมีอุปสรรคในเกมเป็นช่องไม่ดี อาทิเช่น ช่องขี้เกียจ ซึ่งจะถ่วงรั้งให้คุณต้องกลับมาที่เดิม เรียกว่าคล้ายๆกับเกมงูตกบันได ที่หากไม่ ‘ขยัน’ มากพอ ก็จะไม่ก้าวไปถึงไหน 

บอร์ดเกมยุคแรกๆเลยเป็นการ ‘สอนสั่งจริยธรรม’ ให้กับเด็กๆไปด้วยในตัว ที่น่าสนใจก็คือ พอเคร่งจริยธรรมกันมากๆ ก็เลยชิงชัง ‘ไพ่’ และ ‘ลูกเต๋า’ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์เล่นกันมาตลอดยุคกลาง จนถือว่าเป็นเครื่องมือของปีศาจไป ใครจะเป็นคริสเตียนที่ดีต้องไม่เล่นอะไรพวกนี้ ผลก็คือต้องคิดค้นอุปกรณ์ใหม่ขึ้น เรียกว่า teetotum ซึ่งจริงๆมีลักษณะเหมือนลูกเต๋าเสียบไม้ เวลาจะใช้ก็ต้องหมุนเพื่อให้ออกมาเป็นตัวเลขที่ต้องการ ซึ่งจริงๆก็เหมือนลูกเต๋านั่นเอง เพียงแต่มีลักษณะไม่เหมือนลูกเต๋าเท่านั้น

เกมอีกประเภทหนึ่งที่มีกลไกต่างออกไปคือเกมที่เรียกว่า Social-Conversation Games นั่นคือเป็นเกมที่มีการถามและตอบคำถามโดยใช้ไพ่ มักจะเป็นเกมที่เอาไว้ใช้ในการศึกษา เหมือนเป็นอุปกรณ์การสอนอย่างหนึ่ง แต่เกมประเภทนี้มักจะมีการใช้ไพ่มากกว่าบอร์ด และยังถือว่าเป็นเกม ‘ที่ดี’ เพราะเป็นการให้การศึกษาไปในตัวด้วย จึงยังสอดรับกับจริยธรรมของเพียริแทน

อย่างไรก็ตาม พออเมริกาเริ่มเจริญ มีความเป็นเมืองมากขึ้น เกมก็เปลี่ยนแปลงไป จากเกมในยุคแรกๆที่มีเป้าหมายทางศีลธรรม พอถึงกลางศตวรรษที่ 19 ปรากฎว่าเกมเริ่มมี ‘เป้าหมาย’ เปลี่ยนแปลงไป ถ้าจะว่าไปก็มีลักษณะคล้ายๆกับงานศิลปะที่แรกเริ่มเดิมทีจะเขียนถึงพระเจ้า แต่ต่อมาเขียนถึงมนุษย์ เพราะเกมยุคนี้จะเริ่มหันเหมาสู่เรื่องทั่วๆไปในชีวิตของมนุษย์ อย่างเช่น การเข้าเรียน การแต่งงาน และการแข่งขันกันร่ำรวย ซึ่งก็สะท้อนถึงความเป็นวัตถุนิยมและทุนนิยมของสังคมอเมริกันไปด้วยในตัว พูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า บอร์ดเกมเริ่มหันเหมาสู่ ‘คุณค่าแบบโลกย์’ (Secular Virtues) มากกว่า ‘คุณค่าทางศาสนา’ (Religious Virtues) ในช่วงนี้เอง

แน่นอน บอร์ดเกมสำคัญในประวัติศาสตร์อย่าง ‘เกมเศรษฐี’ หรือ Monopoly ก็ถือกำเนิดขึ้นในช่วงนี้ด้วย!

โดยทั่วไป บอร์ดเกมประกอบไปด้วยสามส่วนใหญ่ๆ นั่นก็คือ โชค (Luck), การวางแผนกลยุทธ์ (Strategy) และการเจรจาต่อรอง (Diplomacy) (หรือจะเป็นการข่มขู่คุกคามก็ว่ากันไป!)

โชคหรือ Luck นั้น แท้จริงก็คือการ ‘สุ่ม’ (Randomness) ตัวอย่างของการสุ่มที่รู้จักกันมายาวนานที่สุด ก็คือการทอยลูกเต๋า ซึ่งแปลว่าผู้เล่นไม่ต้องใช้ทักษะอะไรเท่าไหร่นัก แต่จะได้หรือเสีย หรือจะเดินหน้าต่อไปมากน้อยแค่ไหน ย่อมขึ้นอยู่กับโชคชะตา ตัวอย่างของเกมจำพวกนี้ก็คือเกมเศรษฐีหรืองูตกบันไดนั่นเอง

เกมที่อาศัยโชคหรือ Luck มากๆนั้น จริงๆแล้วสร้างความสนุกสนานเฮฮาครึกครื้นให้ผู้เล่นนะครับ เพราะมักเกิดการ ‘คาดเดาไม่ได้’ จึงมีแก่น (Essence) แบบเดียวกับการพนันที่คาดเดาไม่ได้เช่นกัน ผู้เล่นแทบไม่ต้อง ‘ตัดสินใจ’ อะไร แต่ปล่อยให้ตัวเดินของตัวเองเดินไปตามโชคชะตา ซึ่งต่างจากเกมที่ต้องมีการวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคี่ยวกัน 

ถ้าเกมเศรษฐีหรืองูตกบันไดเป็นเกมที่วางอยู่บนปลายข้างหนึ่ง คือด้านของ ‘โชค’ เกมที่วางตัวอยู่บนปลายอีกข้างหนึ่ง ก็คือเกมประเภทที่ต้องอาศัยกลยุทธ์แบบเต็มที่ อย่างเช่นหมากรุกหรือโกะ ซึ่งผู้เล่นต้องเป็นผู้ ‘ตัดสินใจ’ เอาเองว่าจะเดินหน้าไปทางไหน สิ่งที่คาดเดาไม่ได้ก็คือการตัดสินใจของคู่แข่ง

ในสมัยก่อน นักเล่นเกมมักจะแบ่งตัวเองออกอย่าง ‘สุดขั้ว’ สองปลาย คือชอบเล่นเกมที่ใช้โชคกับที่ต้องใช้สมอง โดยคนสองกลุ่มนี้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง คนกลุ่มแรกมักชอบเล่นเพื่อออกสังคม ในขณะที่คนกลุ่มที่สองมักคร่ำเคร่งจริงจัง และเป็นกลุ่มคนที่ถูกขนานนามว่า ‘เนิร์ด’

เกมแบบอเมริกันนั้น ส่วนใหญ่มักจะอาศัย ‘โชค’ เป็นสำคัญ (ตัวอย่างเช่นเกมเศรษฐี) โชคนั้นอาจจะมาได้ในหลายรูปแบบ เช่นการทอยลูกเต๋า การใช้อุปกรณ์อื่นๆในแบบต่างๆ หรือแม้กระทั่งออกแบบเกมให้การกระทำของผู้เล่นต้อง ‘คัดง้าง’ กันเอง ใครทำอะไรจะเกิดผลกระทบต่อคนอื่นในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ (และตั้งใจไม่ได้ด้วย) เช่นการกำหนดให้ทรัพยากรบางอย่างมีจำกัด เมื่อทรัพยากรหมดแล้วคนที่จะต้องใช้ถัดมาก็ถือว่า ‘ซวย’ ไป

ด้วยเหตุนี้ ต่อมาจึงเกิดเกมอีกแบบขึ้นในยุโรป เรียกว่า ‘บอร์ดเกมแบบเยอรมัน’ (German-Style Board Games) ซึ่งมีการออกแบบให้ ‘เชื่อม’ สองข้างระหว่าง ‘โชค’ กับ ‘การวางแผนกลยุทธ์’ เข้าด้วยกัน นั่นคือทำให้ ‘โชค’ ลดบทบาทความสำคัญลง ผู้เล่นต้อง ‘ตัดสินใจ’ มากขึ้น แต่กระนั้นก็ไม่ได้ละทิ้งโชคไปทั้งหมดจนเคร่งเครียดเหมือนเกมที่จริงจังอย่างหมากรุก

นั่นก่อให้เกิด ‘บทใหม่’ ของบอร์ดเกมขึ้นในโลก!

 

 

3 German-Style Board Games

แม่น้ำไหลลดคดเคี้ยวไปในดินแดนแห่งฝรั่งเศสตอนใต้ ที่แห่งนั้นคือเมืองป้อมปราการที่มีชื่อว่า คาร์คาซอนน์ (Carcassonne) 

ใครได้เห็นเมืองแห่งนี้ เป็นต้องทึ่งกับกำแพงมหึมาอันสลับซับซ้อน ป้อมปราการใหญ่น้อย กับยอดแหลมที่พุ่งเสียดฟ้ามากมาย คาร์คาซอนน์ไม่ได้เป็นเพียงป้อมปราการ ทว่ายังเป็นเมืองที่ขยายตัวกว้างออกไป สร้างขึ้นโดยชาววิสิกอธในยุคทอง เราไม่รู้หรอกว่า ป้อมปราการเหล่านี้เก่าแก่มากเพียงใด ทว่าล่าสุดที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมานั้นคือปี 1853 และได้กลายเป็นมรดกโลกในปี 1997 

สิ่งที่เราต้องทำ ก็คือการครอบครองหมู่บ้าน ทุ่งหญ้า และสร้างถนนเชื่อมโยง อันจะทำให้เราได้ ‘คะแนน’ เพื่อชนะคู่แข่ง

แต่การทำเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย!

จากเกมชื่อ Carcassonne 

ซึ่งเป็นเกมแบบ German Style ที่มีผู้นิยมเล่นไปทั่วโลกถึงขั้นมีการแข่งขันชิงแชมป์โลก

 

dscf2149.jpg

 

ที่จริงแล้ว เกมสไตล์เยอรมันนั้นไม่ได้แปลว่าต้องเป็นเกมจากเยอรมนีเสมอไป บางคนก็เรียกบอร์ดเกมทำนองนี้ว่า ยูโรเกม หรือเกมสไตล์ยุโรป เพื่อให้ตรงข้ามกับเกมแบบอเมริกันที่มักมีการออกแบบให้ใช้โชคมาก หรือไม่ก็เป็นเกมสงคราม (War Game) ที่เน้นการต่อสู้ของตัวละครแบบ Role Playing Game (หรือ RPG) ไปเลย แต่ถึงจะเป็นเกมสงคราม ก็ยังต้องใช้โชคอยู่ดี และหลายเกมก็เล่นกันยาวนานข้ามวันข้ามคืนด้วย

แต่เกมแบบเยอรมันไม่เป็นแบบนั้น เกมแบบนี้จะพยายามคิดค้นกฎที่ไม่ยากเกินไป ผู้เล่นต้อง ‘ตัดสินใจ’ ด้วยในระดับหนึ่ง พอๆกับที่อาศัยโชคด้วย และมีการออกแบบให้เกมแบบนี้เล่นได้จบโดยไม่ใช้เวลานานเกินไปนัก เช่นมีตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงไปจนถึงยาวนานสองสามชั่วโมง ทั้งยังออกแบบให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นในทางอ้อม (Indirect Player Interaction) คือไม่ต้องปะทะกันตรงๆเหมือนเกมสงครามแบบอเมริกัน เรียกว่าต้องมุ่งเน้นไปที่การวางกลยุทธ์ แต่ไม่ได้ขัดแย้งกันตรงๆ 

หลายเกมมีลักษณะแบบ ‘เกมเศรษฐศาสตร์’ มากกว่าเกมสงคราม และมักยัง ‘รักษา’ ผู้เล่นเอาไว้ไม่ให้ต้องเลิกเล่นไปก่อนเกมจบ ไม่เหมือนเกมเศรษฐี ที่หากใครล้มละลายก็ต้องออกจากเกมไปนั่งดูคนอื่นเล่น ที่สำคัญที่สุดก็คือ เกมแบบเยอรมันมักออกแบบให้มีกลไกที่หลากหลาย จนผู้เล่นไม่อาจรู้แน่ชัดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในตอนจบ เพราะมักมีการนับคะแนนตอนท้ายเกมที่คาดเดาได้ยากด้วย

 เกมแบบเยอรมันนั้นถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคหกศูนย์ แล้วจากนั้นก็ค่อยๆแพร่หลายไปในประเทศอื่นๆในยุโรป จนกระทั่งสามารถ ‘ย้อนกลับ’ ไปได้รับความนิยมในอเมริกาได้ ด้วยเกมที่ชื่อ The Settlers of Catan ซึ่งเป็นเกมที่วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1995 แม้ไม่ใช่เกมแรกที่เข้าสู่อเมริกา แต่เกมนี้ถือเป็นเกมที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก และได้รับความนิยมมากกว่าเกมใดๆ ขายได้ถึงหลายล้านชุดเฉพาะในเยอรมนีประเทศเดียว

ฟังดูเหมือนเกมแบบนี้ต้องใช้สมองจนเครียด แต่จริงๆแล้วเกมแบบเยอรมันนั้นจะลดความเป็น Abstract ลงจากเกมประเภทหมากรุกมาก และมีการสอดแทรก ‘โชค’ เข้าไปด้วย ผลก็คือมีทั้งความสนุกและการใช้สมองปะปนกันไปไม่เหมือนกันในแต่ละเกม

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ แต่ละเกมจะคิดสร้าง ‘ธีม’ ที่ไม่เหมือนกัน โดยมาก ธีมเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับ ‘เรื่องเล่า’ ในประวัติศาสตร์ต่างๆ มา ‘สร้าง’ เป็นเกม เพราะฉะนั้น เวลาที่เราเล่นเกมเหล่านี้ เราจึงได้ ‘เรียนรู้’ ประวัติศาสตร์ไปด้วยโดยไม่รู้ตัวแถมยังสนุกสนาน ตัวอย่างเช่น เกมอย่าง Carcassonne นั้น จะต้องสร้างหมู่บ้านและปราสาทในยุคกลางของฝรั่งเศส จึงทำให้เรารับ ‘คอนเซ็ปต์’ ของการสร้างเมืองยุคกลางไปโดยอัตโนมัติ หรือเกมอย่าง Puerto Rico ที่ผู้เล่นต้องพัฒนา ‘ไร่’ (Plantation) บนเกาะเปอร์โตริโกในยุคศตวรรษที่ 18 เพื่อผลิตสินค้าเกษตร ก็ทำให้เราได้เรียนรู้รายละเอียดบางอย่างในประวัติศาสตร์ช่วงนั้น

หรือเกมอย่าง Finca ซึ่งเป็นเกมแข่งขันกันปลูกและขายผลไม้บนเกาะมายอร์ก้า ก็ทำให้เรารู้ถึงผลไม้ที่ปลูกในแถบเมเดิเตอร์เรเนียนโดยไม่ต้องท่องจำเลย เป็นต้น

 

 

4 The Meaning of Board Game

“กาลิเลโอเริ่มงานวิจัยทางฟิสิกส์อีกแล้วเรอะ” นิวตันคำราม

“เขาเก่งเรื่องวิจัย” เคปเลอร์เสริม

“ข้าไม่เก่งเรื่องนี้สินะ” นิวตันขัด

“ก็ท่าน…” เคปเลอร์หลบตา “แต่ท่านเป็นเลิศด้านการทดลองนะ อย่าลืมสิ”

“แต่กระนั้น วารสารไม่ค่อยยอมรับงานของข้าไปตีพิมพ์สักเท่าไหร่ สู้เจ้าไม่ได้หรอก” นิวตันว่า

“แล้วท่านจะทำอย่างไร”

“ข้าคิดว่า” นิวตันพูดอย่างครุ่นคิด “สิ่งที่พอทำได้ก็คือ เมื่อเจ้ากาลิเลโอมันตีพิมพ์งานออกมาแล้ว ข้าจะรีบใช้ผลการทดลองมาเริ่มงานวิจัยในขั้นที่สูงกว่าทันที จะได้หยิบฉวยต่อยอดจากงานนั้น โดยไม่ต้องไปเริ่มต้นเองจากศูนย์”

“แต่ถ้าเขาไม่ตีพิมพ์ผลการทดลอง แต่เก็บผลการทดลองเอาไว้กับตัว แล้วข้ามขั้นไปวิจัยเรื่องใหม่เลยล่ะ ท่านจะทำอย่างไร” เคปเลอร์ทำหน้าสงสัย

“ให้ตายเถอะ!” นิวตันตวาด “โลกนี้มันอับจนหนทางถึงเพียงนั้นเลยหรือสำหรับข้า ผู้มีดีแค่การทดลอง!”

บางตอนจากเกม New Science

ที่ให้คุณรับบทเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดของโลกหลายคน

เพื่อแข่งขันกันวิจัย ทดลอง และตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์

 

DSCF2144

 

วิวัฒนาการของบอร์ดเกม ทำให้บอร์ดเกมมีความหลากหลาย กินพรมแดนกว้างขวาง และหยิบเรื่องราวในแง่มุมต่างๆมา ‘เล่น’ กันอย่างสนุกสนาน

ที่เห็นได้ชัดแบบหนึ่งคือ ‘เกมการเมือง’ อาทิเช่นเกมชื่อ Tammany Hall ซึ่งหยิบประวัติศาสตร์ของนิวยอร์คยุคศตวรรษที่ 18 เมื่อทั้งเมืองถูกครอบงำด้วยกลุ่มการเมืองที่ชื่อ Tammany ผู้เล่นต้องแข่งกันสร้างอิทธิพลกับผู้อพยพชาวไอริช อิตาลี เยอรมัน และอังกฤษ เพื่อครองเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง, หรือเกมอย่าง Founding Fathers ที่ให้แข่งขันกันเป็น ‘บิดาแห่งการก่อตั้งสหรัฐอเมริกา’ ที่มีชื่อเสียงที่สุด เป็นต้น

เกมประเภทผจญภัยก็มีหลายเกมที่โดดเด่น มีทั้งผจญภัยแบบแฟนตาซี เช่น Forbidden Island ที่ต้องผจญภัยไปเก็บวัตถุโบราณให้ได้ก่อนที่เกาะจะล่มสลายนลง เกมนี้ยังมีลักษณะเป็นเกมที่ต้องร่วมมือกันเล่น (Co-Operating Game) ด้วย คือไม่ใช่เอาชนะผู้เล่นด้วยกัน แต่ต้องเอาชนะตัวเกม หรือเกมผจญภัยปีนเขาสมจริงอย่าง K2 ที่ให้คุณแข่งกันปีนขึ้นยอดเขา K2 อันเป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองของโลก เป็นต้น

สำหรับคนที่ชอบความหลากหลายของการใช้ชีวิต ก็มีเกมที่จะพาคุณไปเป็นนั่นโน่นนี่หลายอย่าง อาทิเช่น เป็นเกษตรกร อย่างเกม Agricola ที่ให้คุณเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช ทำขนมปังขาย ฯลฯ หรือไปเป็นนักซื้อขายงานศิลปะอย่างเกม Modern Art ที่ต้องแข่งกันซื้อขายงานศิลปะ โดยราคาจะขึ้นลงตามอุปสงค์อุปทาน หรือถ้าอยาก ‘ใช้ชีวิต’ เป็นคนอื่น ก็มีเกมอย่าง Funny Friends ที่คุณจะมีเป้าหมายต่างๆในชีวิตให้ทำ อาทิเช่น ต้องนอนกับเพศตรงข้ามให้ได้สามคนก่อนอายุสามสิบปี เป็นต้น หรือใครเป็นจิตรกรก็สามารถแข่งขันกันซ่อมสีภาพเขียนบนผนังโบสถ์ซิสทีนในกรุงวาติกันได้ นอกจากนี้ยังมีบอร์ดเกมที่ ‘เสียดสี’ สังคมอีกหลากหลาย อาทิเช่น ให้คุณเล่นเป็นบาทหลวงที่ต้องหาอิทธิพลจากเรื่องต่างๆ (เช่นหาอิทธิพลในหมู่นางชี) เพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งพระสันตะปาปา เป็นต้น

เกมประเภท ‘ไซไฟ’ ก็มีมากมายหลายเกม คุณอาจจะผจญภัยไปในห้วงอวกาศกับ Ad Astra เพื่อไปสร้างอาณานิคมบนดาวต่างๆที่มีระบบดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ให้เห็นชัดเจนก็ได้ หรือจะขึ้นยานอวกาศไปกับเกม Battlestar Galactica ต่อสู้กับยานอวกาศเอเลี่ยนก็ได้

ส่วนคนที่ชอบเล่นเกมประเภทที่ต้อง ‘รับบท’ เป็นตัวละครต่างๆ (หรือที่เรียกว่า Role Player Game) ปัจจุบันเกมเหล่านี้ก็พัฒนาไปมาก ไม่ต้องอาศัยแต่ ‘โชค’ เหมือนสมัยก่อน เกมพวกนี้มีหลากหลายมาก และหลายครั้งกลไกเกมก็ซ้อนทับกับเกมประเภทอื่น ทั้งเกมอย่าง Middle Earth ที่คุณต้องรับบทเป็นตัวละครใน Lord of the Rings หรือสุดยอดเกมลึกลับสยองขวัญอย่าง Mansion of Madness ที่สร้างจากงานวรรณกรรมของ H.P. Lovecraft หรือแม้กระทั่งเกมอย่าง Game of Thrones ที่สร้างขึ้นจากซีรีส์ชื่อดังที่กำลังเป็นที่ฮือฮากันอยู่ในขณะนี้ โดยคุณสามารถรับบทเป็นตระกูลต่างๆ แล้วห้ำหั่นกันเพื่อแย่งชิงอาณาเขตและบัลลังก์ได้ นอกจากนี้ยังมีเกมสนุกตื่นเต้นปนลึกลับสืบสวน เช่น Mystery of the Abbey ที่ให้คุณเล่นเป็นพระในโบสถ์แห่งหนึ่งที่มีการฆาตกรรม และต้องพยายามหาตัวฆาตกรให้ได้ด้วยวิธีที่เรียกว่า Deduction หรือค่อยๆลดตัวละครที่ต้องสงสัยลงให้ได้ทีละตัว ผ่านหลักการ ‘พิสูจน์จนสิ้นสงสัย’

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของบอร์ดเกมเท่านั้น เพราะฉะนั้นที่บอกว่า มีบอร์ดเกมในโลกนี้สำหรับคน ‘ทุกคน’ นั้น จึงไม่น่าจะเป็นการกล่าวเกินจริงไปนัก

แน่นอน อาจมีคนไม่อยากเล่นบอร์ดเกมอยู่ในโลกนี้ด้วย บางคนคิดว่าเป็นเรื่องเสียเวลาเกินไป บางคนคิดว่าบอร์ดเกมเป็นเรื่อง ‘เด็กๆ’ และบางคนก็อาจคิดว่าบอร์ดเกมเป็นเรื่องที่ยาก ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งใช้พลังสมองมากเกินไป แต่แท้จริงแล้ว ถ้าเลือกเป็น จะมีบอร์ดเกมที่เหมาะกับคุณได้เสมอ ไม่ว่าบอร์ดเกมที่ใช้เวลาไม่นาน บอร์ดเกมที่ซับซ้อนจน ‘เด็กๆ’ ไม่มีทางเล่นได้ หรือบอร์ดเกมที่ง่ายแต่สนุกสำหรับทุกคน

ที่จริงแล้ว บอร์ดเกมเป็นเสมือน ‘แบบจำลอง’ สังคมและการปกครองของมนุษย์ที่มีการ ‘เซ็ต’ กฎขึ้นมาชุดหนึ่ง ในบอร์ดเกมที่ดี กฎต่างๆจะคานไขว้กันไปมา จนกระทั่งก่อให้เกิด ‘สมดุล’ ที่ทำให้คนในสังคม (คือผู้เล่นบอร์ดเกม) มีโอกาส ‘เลือก’ เดินทางไปในชีวิตบนบอร์ดได้อย่างหลากหลาย เพื่อมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ว่าใครคือผู้แพ้หรือชนะ 

 

dscf2150.jpg

 

บอร์ดเกมมักเริ่มต้นที่ความเสมอภาค โดยไม่ได้แปลว่าต้องเท่ากันเปี๊ยบเสมอไป บางเกมคนที่เริ่มต้นก่อนอาจมีต้นทุนเป็นเงินตั้งต้นน้อยกว่าคนที่ได้เริ่มทีหลัง บอร์ดเกมจึง ‘เกลี่ย’ ให้เกิดความเสมอภาค ไม่เหมือนโลกจริงที่มักมีความเหลื่อมล้ำอยุติธรรมของคนที่มีสถานภาพแตกต่างกัน

เมื่อบอร์ดเกมวางอยู่บนฐานของกฎพื้นฐานร่วมกัน ทุกคนจึงมีสิทธิศึกษากฎเหล่านี้เท่าๆกัน แม้การเล่นบอร์ดเกมจะไม่มี ‘ผู้ปกครอง’ แต่บอร์ดเกมมี ‘ผู้ตรวจสอบ’ เสมอ โดยผู้ตรวจสอบเบื้องต้นก็คือตัวผู้เล่นแต่ละคนเอง หลายบอร์ดเกมตัวผู้เล่นต้องรับผิดชอบในการหยิบเงินหรือจัดการทรัพยากรในเกมของตัวเอง ซึ่งเอื้อให้เกิดการทุจริตได้ง่ายเพราะตัวเองจัดการตัวเอง แต่ถ้าใครเลือกที่จะ ‘โกง’ เพื่อเอาชนะ เขาก็จะพบว่าการเล่นบอร์ดเกมนั้นไม่สนุกเลย เพราะทำอะไรก็ชนะไปหมด แล้วในที่สุดก็อาจถูกตรวจสอบจากคนอื่น ทำให้ต้องถูกลงโทษ

บอร์ดเกมจึงคือการอยู่ร่วมกัน ‘ชั่วคราว’ ของชีวิตในสังคมบนบอร์ด จะยาวแค่ครึ่งชั่วโมงหรือนานเป็นสิบชั่วโมงก็ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเกมนั้นๆและความช้าเร็วในการวิเคราะห์วางแผนของผู้เล่นแต่ละคน

ระหว่างเล่น เราอาจเอาเป็นเอาตายกับมันเหมือนเอาเป็นเอาตายกับชีวิต แต่เมื่อเกมจบ เราถอนหายใจโล่งอก ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ไม่ว่าจะจริงจังกับมันมากแค่ไหน ที่สุดบอร์ดเกมก็จะจบสิ้นลงเหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างที่จะจบสิ้นลงในชีวิตจริงของเรานั่นเอง

การเล่นบอร์ดเกมจึงมีความหมายในหลายมิตินัก!

 

Advertisements