เขียนให้แข็งแรง

เคยได้ยินว่า ถ้าเป็นศิลปินที่ช่ำชองเชี่ยวชาญแล้ว การวาดลายเส้นให้เหมือนเด็กเล็กๆ ที่เพิ่งหัดวาดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกล้ามเนื้อมือมันจะอยู่ตัว เส้นมักจะคมกริบ ไม่สั่นระริก

แอบคิดว่า การเขียนหนังสือก็คล้ายๆ กัน บางทีเวลาได้เห็นตัวหนังสือของคนที่เพิ่งหัดเขียนหนังสือ ก็พบความมหัศจรรย์บางอย่าง เช่นการตกหล่นบางคำ วิธีเชื่อมโยงที่ไร้การเชื่อมโยง หรือตรรกะประหลาดเพราะเลือกประโยคผิดสลับกัน ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้ข้อความที่ออกมามีเสน่ห์แบบแปลกๆ เป็นเสน่ห์แบบที่คนเขียนหนังสือมานานๆ จนคุ้นชิน จน on track จนเป็น veteran writers ทำไม่ได้

เสน่ห์แบบนี้คล้ายๆ ‘แก้วเสียง’ ของนักร้องเหมือนกัน

คือมันเป็นสิ่งที่มีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งถ้าหากฟูมฟักดีๆ สร้างกล้ามเนื้อของเส้นเสียงดีๆ ก็จะเติบโตมาเป็นนักร้องที่มีคุณภาพ สำหรับคนเขียนหนังสือ อาจเป็นเอกลักษณ์รอยแผลรอยหยักในสมองบางอย่างก็ได้ ที่ทำให้เกิดการคิดสร้างคำแบบนี้ออกมา ซึ่งจะว่าผิดบกพร่องหรือจะว่างดงามแปลกตาสร้างสรรค์ก็ได้ทั้งนั้นกัน ขึ้นอยู่กับวิธีสร้างคำและประโยคอื่นๆ มาแวดล้อม จนเกิดเป็นระบบนิเวศแห่งคำที่เขียวชอุ่มและหลากหลาย

แต่กระนั้น เสน่ห์ที่ว่ามักจะไม่ดำรงอยู่ตลอดเวลา

มันมักมาแบบวูบๆ วาบๆ สักพักก็จะหายไป ถ้าไม่รู้จักหรือมองไม่เห็นเสน่ห์นี้ในตัวเอง และไม่ได้ฟูมฟักมันมากพอ ส่วนใหญ่แล้ว ความแปรปรวนไม่แข็งแรงในตัวอักษรมักจะเอาชนะเสน่ห์ที่ว่านี้ได้เสมอในที่สุด เหมือนนักวิ่งมือใหม่ออกวิ่งสักห้าสิบเมตรแล้วดูท่าสวย แต่พอต้องวิ่งห้าหรือสิบกิโลเมตรกลับป้อแป้ เพราะไม่ได้ฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมากพอ

การเขียนให้แข็งแรงพร้อมรักษาเสน่ห์แบบมือใหม่ที่ตัวเองมีอยู่ไม่ใช่เรื่องง่าย บางทีก็ต้องการ mentor มาช่วยดูแลให้ ‘กล้ามเนื้อคำ’ แข็งแรง ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องเป็นบรรณาธิการอายุมากกว่าเสมอไป mentor ที่ว่าอาจเป็นเพื่อน คนรัก หรือกระทั่งเป็นตัวเองด้วยซ้ำก็ได้ เพียงแต่ในกระบวนการอ่านและ rewrite ต้องไม่เข้าข้างตัวเอง

ซึ่งการไม่เข้าข้างตัวเองนี่แหละ – ที่เป็นเรื่องยากที่สุด

Advertisements